<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 6625 คน
 

ระบบอุปถัมภ์: ฐานของสังคมและการเมืองไทย

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2544 )
 

ระบบอุปถัมภ์: ฐานของสังคมและการเมืองไทย

ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

ระบบอุปถัมภ์เป็นฐานของสถาบันสังคมการเมืองการปกครองบริหารของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ  กล่าวคือ  ภายใต้ระบบดังกล่าวจะมีผู้อุปถัมภ์คอยให้คุณให้โทษกับคนที่ติดตามให้การสนับสนุนตน  หรือที่เรียกว่าผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ โดยต่างคนได้ประโยชน์จากกันและกัน  ในทำนองน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า  ส่วนใหญ่ผู้อุปถัมภ์จะเป็นผู้ซึ่งมีฐานะทางสังคมสูง  มีอำนาจและบารมีทั้งในทางการเงินและการปกครองบริหาร  ขณะเดียวกันบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะดังกล่าวก็จำต้องมีลูกน้องคอยประดับบารมี  รวมตลอดทั้งคอยช่วยเหลือในการทำงาน  ทำราชการ  เพราะจะอยู่โดดเดี่ยวแต่ผู้เดียวไม่ได้  สภาวะดังกล่าวได้นำไปสู่ศิลปะแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ หรือที่เรียกว่าระหว่างนายกับลูกน้อง  โดยฝ่ายที่เป็นผู้อุปถัมภ์จะต้องผูกใจลูกน้องได้ด้วยการมีใจนักเลง  ถึงลูกถึงคน  เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อลูกน้อง  ทั้งในทางตำแหน่ง  หน้าที่  ในทางการเงิน  รวมตลอดทั้งแสดงความเป็นผู้นำให้ลูกน้องเกิดความเลื่อมใส  ขณะเดียวกันก็ต้องมีความใจกว้างพอสมควร  ผู้อุปถัมภ์หรือนายที่ตระหนี่ถี่เหนียวจะหาผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ไม่ได้ 
  ผู้อุปถัมภ์ยังต้องมีศิลปะแห่งการปกครองบริหาร  กล่าวคือ  ต้องรู้จักการใช้พระเดชและพระคุณ  นายที่ใช้พระเดชตลอดเวลาอาจจะสร้างความกลัวให้กับลูกน้อง และยอมสยบอยู่ใต้การบังคับบัญชา  แต่ในส่วนลึกก็พร้อมที่จะตีจาก  ดังนั้น  จึงต้องใช้พระเดชคู่กับพระคุณในลักษณะสมดุล  พระคุณได้แก่การเอื้ออำนวยประโยชน์  ให้ความเมตตา  ให้ความเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่  ดูแลให้ความสุขกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือกับลูกน้อง  แต่ถ้าใช้พระคุณจนเกินกว่าเหตุก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ  ถูกบีบคั้น  ถูกล่อหลวงด้วยวิธีการต่างๆ ผู้อุปถัมภ์ที่ดีจึงต้องรู้จักการใช้จังหวะของการใช้พระเดชและพระคุณ  รวมทั้งความสามารถในการสร้างดุลยภาพขึ้นทั้งสองส่วน 
  เนื่องจากบารมีเป็นฐานสำคัญทางการเมืองและทางสังคม  การสร้างบารมีด้วยการสร้างความดีทำให้ตนเองเป็นที่ยอมรับในหมู่ชนทั่วไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ  และถือเป็นทุนชนิดหนึ่ง  บารมีของผู้อุปถัมภ์สามารถจะวัดได้จากจำนวนลูกน้องที่อยู่ในอาณัติของตน  ดังนั้น  การมีคนที่อยู่ในอาณัติเป็นจำนวนมาก  หรือมีผู้ติดสอยห้อยตามมากจึงเป็นดัชนีชี้ถึงบารมีของคนๆ นั้น  การบังคับบัญชาคนเป็นจำนวนมากหรือการคุมคนเป็นเครื่องวัดบารมีตัวหนึ่ง  แต่บารมีที่แท้จริงก็คือการมีคนที่มีความภักดีและมีความผูกพันไม่ว่าจะเป็นลักษณะถาวรด้วยความรู้สึกส่วนตัว  หรือการเอื้ออำนวยประโยชน์ต่างตอบแทนที่ลงตัวก็ตาม  ดังนั้น  ผู้อุปถัมภ์ในสังคมไทยจึงต้องสร้างบารมีด้วยการหาพรรคพวกมากๆ อันแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้ที่กว้างขวางในสังคมและการมีคนสนับสนุน  ปรากฏการณ์ที่จะชี้ให้เห็นถึงบารมีด้วยจำนวนคนนั้น  ก็คือในโอกาสที่มีงานมงคลต่างๆ  เช่นงานแต่งงานของลูกๆ  งานฉลองขึ้นบ้านใหม่  งานฉลองการรับตำแหน่ง  การไปส่งร่ำลาเมื่อเดินทางไปที่อื่น  แม้กระทั่งงานศพก็สามารถวัดบารมีได้จากจำนวนผู้ซึ่งไปงานศพ  ซึ่งสามารถวัดได้จากจำนวนพวงหรีด  ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงส่วนที่เป็นระบบอุปถัมภ์
  แต่ภายใต้กระแสลัทธิล่าอาณานิคมสังคมไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่โดยการจัดระบบราชการแบบตะวันตกขึ้น  โดยระบบใหม่เน้นหลักการการบริหารที่ปลอดจากความสัมพันธ์ส่วนตัว  เน้นที่หลักคุณธรรมคือความรู้ความสามารถ  อย่างไรก็ตาม  เมื่อระบบทันสมัยดังกล่าวมาใช้กับสังคมไทย  ก็มีลักษณะผิดรูปผิดฝา  เพราะระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมยังคงอิทธิพลอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้น  ในกระทรวงต่างๆ จึงมีการแบ่งเป็นกลุ่มๆ  มีลูกน้องเป็นกลุ่มซึ่งรอบล้อมหัวหน้ากลุ่ม  บางครั้งก็ใช้หลักแห่งภูมิภาคเป็นเขตแบ่ง เช่น หัวหน้าเป็นคนภาคใต้  ภาคเหนือ  ภาค
อิสาน  บางครั้งก็ใช้พื้นที่แคบลงไปเช่นใช้ตัวจังหวัด  และบางครั้งก็ใช้ความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษา  เช่น  มีการแบ่งเป็นสิงห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยด้วยสีต่างๆ  อันสะท้อนถึงตัวแทนของคณะรัฐศาสตร์แต่ละมหาวิทยาลัย  ระบบราชการแบบสมัยใหม่จึงเกิดขึ้นโดยมีระบบอุปถัมภ์ซ้อนอยู่ข้างใน
  พอมาถึงส่วนที่มีการพัฒนาการเมืองคือการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ซึ่งน่าจะมีการเน้นถึงหลักคุณธรรมและปัจเจกภาพมากยิ่งขึ้น  แต่สภาวะแห่งระบบอุปถัมภ์ก็ยังคงไว้ซึ่งอิทธิพลอย่างเข้มข้น  ดังนั้น  สิ่งที่ปรากฏก็คือในพรรคต่างๆ จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ ในลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มการเมืองในระบบประชาธิปไตยของญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า Habatsu  พรรคแต่ละพรรคอาจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 4 กลุ่ม แล้วแต่กรณี  โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งหัวหน้ากลุ่มก็มักจะเป็นผู้ซึ่งมีอาวุโสทางการเมือง  มีฐานทางเศรษฐกิจแน่นพอสมควร  หรืออย่างน้อยต้องมีผู้สนับสนุนทางการเงิน  หัวหน้ากลุ่มเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นผู้อุปถัมภ์ทางการเมือง  ผู้ซึ่งอยู่ภายใต้แต่ละกลุ่มก็จะอาศัยบารมีของหัวหน้ากลุ่ม  ก็จะเป็นผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์  เมื่อใดที่ต้องการมีการลงมติผู้ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ก็จะยกมือสนับสนุนผู้อุปถัมภ์ของตน  และเมื่อมีการแจกจ่ายรางวัลทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นเงินสนับสนุน  ตำแหน่งทางการเมือง  การจัดให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเขตใด  การจัดให้ลงสมัครในบัญชีรายชื่อในลำดับใด  จะขึ้นอยู่กับการต่อรองของหัวหน้ากลุ่มต่างๆ  ซึ่งจะเห็นว่าหัวหน้ากลุ่มการเมืองคือผู้อุปถัมภ์  และผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ของกลุ่มต่างๆ จะมีความสัมพันธ์ในลักษณะถ้อยถีถ้อยอาศัยและต่างตอบแทน  ดังนั้น  เมื่อใดที่หัวหน้ากลุ่มไม่สามารถจะให้รางวัลทางการเมือง ให้คุณให้โทษทางการเมือง  ก็จะมีการตีจากไปอยู่กลุ่มใหม่เพื่อไปซุกปีกผู้อุปถัมภ์ใหม่  ขณะเดียวกันใครจะมีฐานทางการเมืองแข็งกว่ากลุ่มใดก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มของตนมีมากน้อยเพียงใด  สามารถจะสร้างพันธมิตรกับกลุ่มอื่นได้มากน้อยเพียงใด  โดยสรุปคือ  สามารถจะสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองมากน้อยเพียงใด
  จากสภาพระบบอุปถัมภ์ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในระบบการปกครองบริหารและขยายไปถึงสภาวะในพรรคการเมืองต่างๆ  รวมตลอดทั้งในการจัดตั้งรัฐบาล  ทำให้เห็นชัดว่า  การพยายามทำให้เกิดการทันสมัยในระบบการปกครองบริหารจะพบอุปสรรคที่สำคัญยิ่งก็คือ  มรดกตกทอดมาแต่ในอดีตซึ่งยากที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขในระยะเวลาอันสั้นอันได้แก่ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวมาแล้ว  ขณะเดียวกันอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ก็ยังส่งผลต่อพฤติกรรมของประเทศในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  โดยประเทศเล็กจะมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปพึ่งพาประเทศใหญ่  เช่น  ครั้งหนึ่งประเทศสยามต้องอาศัยอังกฤษเป็นที่พึ่งเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชทางการเมือง  เนื่องจากกำลังถูกฝรั่งเศสคุกคาม  สมัยต่อมาก็ต้องอาศัยสหรัฐอเมริกาเป็นเกราะป้องกันตัวโดยมองสหรัฐอเมริกาในลักษณะผู้อุปถัมภ์  มาถึงปัจจุบันก็อาจจะมองทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนเพื่อให้เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อตน  ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงผู้อุปถัมภ์ในระบบการบริหารและการเมืองไทยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์และการอยู่รอดเป็นที่ตั้ง  พฤติกรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน  และไม่น่าถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ  เพราะในแง่ความเป็นจริงทุกประเทศทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและความอยู่รอดทั้งสิ้น
  ระบบอุปถัมภ์ยังแผ่ไปถึงในวงการธุรกิจ  ข่าวที่เกี่ยวกับเถ้าแก่ใหญ่ให้การสนับสนุนพรรคพวกซึ่งเป็นที่ชอบพอกันจนได้ดิบได้ดีเป็นเศรษฐีน้อยๆ ขึ้นมาเป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อยครั้ง  ในขณะเดียวกัน  ในบริษัทห้างร้านก็มีการจับกลุ่มกันพอสมควร  อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากโลกของธุรกิจเป็นโลกแห่งการแข่งขันซึ่งมีดัชนีเห็นชัดเรื่องกำไรขาดทุน  ต้นทุนและค่าใช้จ่าย  ตัวแดงและตัวดำ  ประโยชน์และความเสียหาย  ดังนั้น  ตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ  ระบบอุปถัมภ์ก็อาจจะถูกนำมาพิจารณา  แต่ถ้าหากจะว่ากันถึงที่สุดแล้วในวงธุรกิจมีการตัดสินใจที่คมชัดและแน่นอน  มีเป้าหมายที่ไม่คลุมเครือ  นั่นคือ  ต้องทำกำไรและรักษาผลประโยชน์ให้มากที่สุด  โดยนัยนี้น้ำหนักของระบบอุปถัมภ์จึงน้อยกว่าในวงการการบริหารและทางการเมือง
  ถึงแม้จะมีความพยายามที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้ต่อเนื่องและยั่งยืน  ถึงแม้จะพยายามจัดโครงสร้างพรรคให้ทันสมัย  ให้มีจำนวนน้อยลง  มีนโยบายที่ชัดแจ้ง  มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด  มีการสนับสนุนทางการเงินจากฝ่ายทางรัฐ  แต่โครงสร้างและพฤติกรรมนอกแบบอันได้แก่  โครงสร้างที่มีลักษณะเป็นระบบอุปถัมภ์และพฤติกรรมแบบจารีตนิยม  อันขัดแย้งต่อจารีตประเพณีในระบบประชาธิปไตยก็ยังปรากฏอยู่  การแบ่งเป็นกลุ่ม  เป็นมุ้ง  การเล่นพรรคเล่นพวก  การต่อรองโดยไม่สมเหตุสมผลในหลายเรื่อง  จึงปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ   สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดความแคลงใจถึงศักยภาพของการบรรลุถึงระบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในสังคมไทย
  นักวิชาการลาตินอเมริกาท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า  ประชาธิปไตยเหมือนต้นไม้เมืองหนาวที่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่บนดินและอากาศของประเทศแถบลาตินอเมริกา  ข้อสังเกตดังกล่าวอาจจะใช้ได้กับภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาด้วย  ประเด็นก็คือต้องมีการแก้ไขดินและปรับอากาศ  ซึ่งในส่วนนี้คือการแก้ไขค่านิยม  วัฒนธรรม  และการปฏิรูปสถาบันสังคม  ระบบความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากๆ พอกับการเข็นครกขึ้นภูเขา  เพราะนั่นเป็นของแท้ดั้งเดิมของคนในแถบดังกล่าว  การพยายามกระทำในลักษณะที่จะฝืนกับธรรมชาติจึงมักจะประสบปัญหาอย่างน่าหนักใจ  แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าควรยกเลิกการปฏิรูปการเมือง  เพราะถึงจุดๆ หนึ่งดินและอากาศก็อาจจะเปลี่ยนได้ถ้าให้เวลานานพอควร  และถ้ามีการพยายามที่จะเติมสารเข้าไปในดินหรือทำเรือนกระจกเพื่อปรับอุณหภูมิก็ย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้  ซึ่งในส่วนของสารอาจจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษา  การกล่อมเกลาเรียนรู้ในครอบครัว  ในโรงเรียน  ในหมู่เพื่อน  ส่วนเรือนกระจกซึ่งหมายถึงการควบคุมบริบทเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่เหมาะสมอาจจะหมายถึง  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมอันเป็นผลมาจากการเกิดชุมชนเมืองที่หนาแน่นขึ้น  การมีระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น  และที่สำคัญเทคโนโลยีด้านข่าวสารข้อมูลและการไหลบ่าของข้อมูลในโลกยุคโลกาภิวัตน์  ทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองและการปรับเปลี่ยนค่านิยม  ปทัสถานและพฤติกรรมของมนุษย์  กล่าวนัยหนึ่งคือการเปลี่ยนบริบททางสังคมและการเมือง  ซึ่งเทียบได้กับการสร้างเรือนกระจกขึ้นบนแปลงเพาะปลูกที่ต้องการผลตามความมุ่งหมาย
 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com