<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 369881 คน
 

ระเบียบโลกและอนาธิปไตย

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2545 )
 

ความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ จะถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์และหลักการปฏิบัติ  เท่าที่ผ่านมากฎหมายระหว่างประเทศและพิธีการทูตเป็นแนวทางที่ประเทศที่อยู่ในสังคมโลกจะปฏิบัติต่อกัน  กระบวนการค้าก็ดี  การจัดการเรื่องเงินตราก็ดี ข้อตกลงเรื่องอัตราภาษีศุลกากรก็ดี  ฯลฯ  เป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ที่หน่วยการเมืองในสังคมนานาชาติจะถือเป็นแนวปฏิบัติต่อกัน  ในแง่หนึ่ง  กฎเกณฑ์และหลักการปฏิบัติของหน่วยต่างๆ ในสังคมนานาชาติมีมาเป็นเวลานานตั้งแต่โบราณกาล  จักรวรรดิ์โรมันเองก็มีแนวปฏิบัติที่เป็นประเพณีทางการทูต  การทำสงคราม  และแม้กระทั่งการติดต่อค้าขายก็ใช้กฎเกณฑ์ทางด้านกฎหมาย  ถึงกับมีกฎหมาย 12 โต๊ะ ไว้สำหรับการอ้างอิง  ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ส่งผลถึงโครงสร้างระบบกฎหมายในประเทศตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน 
  หน่วยการเมืองไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์  ราชอาณาจักร  หรือรัฐชาติ  จะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่มีการกำหนดไว้เป็นประเพณี  ทั้งนี้ก็เพี่อจะประกันว่าความสัมพันธ์และปฏิกิริยาที่มีต่อกันนั้นสามารถจะมีความสม่ำเสมอ  คงเส้นคงวา  เป็นที่คาดหมายกันได้  ตัวอย่างเช่น  ในการทำสงครามอาจจะต้องมีการหยุดสงครามชั่วคราวเพื่อการเจรจาต่อรอง  การแลกเปลี่ยนนักโทษ  เป็นต้น  ข้อตกลงเจนีวาได้กำหนดไว้ชัดว่าจะต้องมีการเคารพต่อนายทหารที่เป็นเชลยศึก  อาวุธที่ใช้จะต้องไม่นำไปสู่ความทุกข์ทรมาน  เช่น  ดาบปลายปืนที่ฉีกเป็นเงี่ยง  หรือการไม่ทิ้งระเบิดในเขตชุมชนซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์  อย่างไรก็ตาม  มนุษย์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เป็นอารยะเสมอไป  ประวัติศาสตร์จึงได้เรียนรู้เหตุการณ์ที่น่าเศร้า  ตัวอย่างเช่น  ?การข่มขืนกระทำชำเรานครนานกิง? โดยกองทัพจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น  ซึ่งทหารขององค์พระจักรพรรดิ์ข่มขืนกระทำชำเราพลเรือน  และสังหารหมู่ไปกว่า 2 แสนคน  หรือกรณีการสังหารคนยิวถึง 6 ล้านคน โดยพวกนาซี  หรือการทำทารุณกรรมฆ่าทั้งหมู่บ้านเช่นกรณีหมู่บ้าน ?ไมไล? ในเวียดนาม  ล้วนแล้วแต่เป็นปรากฏการณ์ที่กฎหมายระหว่างประเทศ  หลักธรรมระหว่างประเทศ  หลักมนุษยธรรมถูกละเมิดอย่างเด่นชัด
  แต่มนุษย์ก็ได้เรียนรู้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสถาบันที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพ  ทั้งนี้เนื่องจากความเสี่ยงต่อการที่เผ่าพันธุ์มนุษยชาติจะถูกทำลายล้างอย่างราบคาบในมหาสงครามอันมีตัวอย่างมาแล้วถึงสองครั้ง  ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลโลกแม้จะมีเหตุผลแต่ก็เป็นข้อเสนอที่ยากต่อการยอมรับของรัฐชาติทั้งหลาย  ดังนั้น  จึงมีการเกิดของสันนิบาตชาติซึ่งดำรงอยู่ในช่วงระยะเวลาอันสั้น  จนหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงเกิดองค์การใหม่เรียกว่าองค์การสหประชาชาติ  หรือสหประชาชาติในปัจจุบัน  กฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นเสาหลักที่ทำหน้าที่เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของนานาประเทศ 
  แม้สหประชาชาติจะมีปรัชญาเพื่อสันติ  เพื่อสันติภาพและสันติสุข และความร่วมมือของประเทศต่างๆ โดยมีหลักการที่ว่า  จะต้อง ?เปลี่ยนดาบให้เป็นเหล็กไถนา? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เปลี่ยนจากความรุนแรงหรือการประหัตประหารกันมาเป็นการผลิตทางเศรษฐกิจ  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็เกิดสงครามเย็น  ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน  นั่นคือระหว่างค่ายเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์  แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างถ่องแท้จะเห็นว่า  คำว่าสงครามเย็นเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้อง  เพราะจริงๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็มีสงครามใหญ่คือสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม  ในกรณีสงครามเวียดนามนั้น จำนวนระเบิดที่ทิ้งเพื่อการสู้รบมากกว่าจำนวนระเบิดทั้งหมดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง  ดังนั้น  การที่บอกว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นยุคแห่งสงครามเย็นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
  ความพยายามที่จะป้องปรามไม่ให้มีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน  หรือป้องกันมิให้อสูรสงครามก่อเหตุร้ายกับมนุษยชาติขึ้นอีก  ได้นำไปสู่การจับอาชญากรสงครามขึ้นศาลที่เยอรมันและญี่ปุ่น  รวมตลอดทั้งการไล่ล่าผู้นำนาซีที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศลาตินอเมริกาและจับมาขึ้นศาลที่อิสราเอล  แต่ทั้งหมดนี้ก็มิได้นำไปสู่การหยุดยั้งสงครามซึ่งยังเกิดอยู่ประปรายทั้งในตะวันออกกลาง บางส่วนของยุโรปตะวันออก  รวมทั้งการก่อการร้ายซึ่งเกิดขึ้นเป็นแห่งๆ   การสร้างระเบียบโดยใช้กฎหมายและความร่วมมือกันอันเป็นจุดประสงค์หลักของสหประชาชาติจึงประสบความสำเร็จเพียงครึ่งเดียว
  ความจำเป็นของการมีระเบียบได้นำไปสู่การประกาศระเบียบโลกใหม่ (A New World Order) หลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย  ซึ่งในระเบียบโลกใหม่นี้มีการพูดถึงการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ  แต่ในความเป็นจริงหมายถึงการปกครองแบบประชาธิปไตย  การเคารพสิทธิมนุษยชน  การค้าเสรี  การรักษาสภาพแวดล้อม  และการเคารพสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา  ระเบียบโลกใหม่นี้ประกาศโดยสหรัฐอเมริกาหลังชัยชนะสงครามอ่าวเปอร์เซีย  แต่ทันทีที่มีประกาศระเบียบโลกใหม่ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้จัดสัมมนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า ระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ (A New International Order)  ซึ่งมีความต่างจากระเบียบโลกใหม่  ในความคิดของจีนนั้นระเบียบโลกใหม่หมายถึงการที่มีมหาอำนาจหนึ่งหรือสองสามมหาอำนาจมีลัทธิครองความเป็นเจ้า  แต่ระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่หมายถึงความสัมพันธ์อย่างเสมอภาคกัน  โดยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยหลักปัญจศีล  ซึ่งได้แก่  การเคารพบูรณภาพของดินแดน  อำนาจอธิปไตย  การไม่แทรกแซงในกิจกรรมของประเทศอื่น  เป็นต้น  ปฏิกิริยาของจีนต่อการจัดระเบียบโลกใหม่สามารถจะตีความได้ว่าเป็นการคัดค้านการถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตก  ซึ่งได้แก่  สหรัฐฯ อังกฤษ  และรวมไปถึงเยอรมันและฝรั่งเศส 
  แต่ระเบียบใหม่ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ยุติสงคราม  เพราะหลังจากนั้นก็มีการโจมตีอิรักและลิเบีย  และในขณะนี้สงครามการโจมตีประเทศอิรักก็ดูจะไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งไกลจากความเป็นจริง  ที่สำคัญมหาอำนาจตะวันตกประเทศหนึ่งได้ผ่านมติในรัฐสภาของตนให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐสังหารบุคคลที่เป็นภัยต่อประเทศมหาอำนาจนั้น  ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม  การออกมติเช่นนี้ย่อมขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและหลักอำนาจอธิปไตยของรัฐ  เมื่อเร็วๆ นี้มีประเทศตะวันตกอีกประเทศหนึ่งอยู่ในแปซิฟิคก็ประกาศนโยบายที่จะใช้กำลังโจมตีเพื่อดักภัยภยันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชากรของตนโดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ที่ถูกถือว่าเป็นอันตรายจะพำนักอยู่ในประเทศใด
  นโยบายที่ประกาศมาโดยประเทศตะวันตกทั้งสองประเทศนั้น  อาจจะมองได้ว่าเป็นการพูดจากับประชาชนของตนโดยมุ่งผลประโยชน์ทางการเมืองภายในเป็นหลัก  หรือเพราะประสบทางตันในการจัดการกับผู้ก่อการร้าย  ซึ่งการก่อการร้ายเป็นสิ่งที่ควรประนาม  อย่างไรก็ตาม  สิ่งซึ่งทำให้ไม่สบายใจอย่างยิ่งก็คือ  ในขณะที่มีการประกาศถึงหลักการประชาธิปไตย  การเคารพสิทธิมนุษยชน  การปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและองค์การสหประชาชาติ  แต่กลับมีการประกาศนโยบายที่เป็นตรงกันข้ามกับหลักการดังกล่าว  คำถามก็คือ  ถ้าเป็นเช่นนี้จะมีหลักอะไรที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวสำหรับหน่วยต่างๆ ในครอบครัวนานาชาติ  ความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนและแห่งชาติจะอยู่ที่ใด  พื้นฐานบนกฎหมายใดหรือหลักนิติศาสตร์ใดที่จะให้ความชอบธรรมกับการที่ประเทศหนึ่งใช้กำลังโจมตีประเทศหนึ่ง  และที่สำคัญ  มีประเทศใดบ้างที่จะนิ่งอยู่เฉยเมื่อถูกโจมตีก่อน  ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรคงไม่ต้องอรรถาธิบาย
  ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า  แนววิธีการคิดดังกล่าวนี้หนีไม่พ้นที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา  และผลสุดท้ายก็จะนำไปสู่ความเป็นอนาธิปไตย  อนาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งซึ่งโลกยุคปัจจุบันไม่สามารถจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้เพราะจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระเบียบโลก  ความร่วมมือกัน  และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ที่สำคัญคือ  จะเป็นการนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ  และกระทบต่อสันติภาพของโลกอย่างมหันต์
  สิ่งใดซึ่งเป็นสิ่งผิด  สิ่งนั้นก็คือสิ่งผิด  การตอบสิ่งซึ่งผิดทำนองคลองธรรมด้วยวิธีการที่ผิดทำนองคลองธรรม  ย่อมไม่ทำให้กลายเป็นความถูกต้องขึ้นมาได้  การปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ คือทางเลือกที่ดีที่สุด  เพราะนั่นคือการปฏิบัติตามระเบียบโลก  แต่ถ้ามีการละเมิดหลักการดังกล่าวก็จะเปิดทางไปสู่ความเป็นอนาธิปไตย  แต่ข้อที่น่าเป็นห่วงยิ่งสำหรับชาวโลกก็คือ  ประเทศที่ประกาศความเป็นระเบียบโลกและสันติภาพกลับกลายเป็นประเทศที่มีอารมณ์กระเหี้ยนกระหือจะก่อสงครามไม่เว้นแต่ละวัน

 

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com