<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 2666 คน
 

ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองและการผุกร่อนทางการเมือง

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 )
 


  ทฤษฎีการพัฒนาการเมืองและการผุกร่อนทางการเมือง (political development and political decay ) ซึ่งเสนอโดยแซมมูเอล ฮันติงตัน  นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด  ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนามหนังสือเรื่อง The Clash of Civilizations  แม้จะเป็นทฤษฎีที่เสนอมากว่าสามทศวรรษแล้ว  แต่ก็ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้กับสภาพการเมืองภายในปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและที่อื่น 
  แซมมูเอล ฮันติงตัน กล่าวว่า socialization mobilization หรือการเปลี่ยนแปลงของสังคม  อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเช่น  เปลี่ยนจากเกษตรไปสู่กึ่งเกษตรกึ่งอุตสาหกรรม  และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่น  การพัฒนาการศึกษา  สื่อมวลชน  การเกิดชุมชนเมืองมากขึ้น  จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญนั่นคือความตื่นตัวทางการเมืองและการเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน  สภาพการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในส่วนนี้เรียกว่าความจำเริญทางการเมือง (political modernization) 
  เมื่อความจำเริญทางการเมืองเกิดขึ้นเนื่องจากการขยับตัวของสังคม  จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างสถาบันทางการเมืองและกระบวนการที่สามารถรับการเปลี่ยนแปลง  หรือตอบสนองต่อความพลวัตในมิติทางการเมืองดังกล่าว  การสร้างสถาบันดังกล่าวนี้ได้แก่  การมีรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม  มีกระบวนการเลือกตั้งโดยมีกฎหมายเลือกตั้งและการจัดตั้งพรรคการเมืองได้โดยสะดวก  การแสดงประชาพิจารณ์  การแสดงความคิดเห็น  การคัดและการค้านต่อสู้เพื่อความถูกต้อง  การกระจายอำนาจ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  การจัดตั้งสถาบันทางการเมืองเพื่อรองรับความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอันเกิดจากความตื่นตัวทางการเมือง  ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  ในทางเศรษฐกิจ  และค่านิยม  เป็นความจำเป็นที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้  กระบวนการทั้งหมดนี้คือการพัฒนาการเมือง (political development)
  เมื่อใดก็ตามที่ความจำเริญทางการเมืองเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว  ในขณะที่การพัฒนาการเมืองไม่สามารถจะพัฒนาในอัตราที่รวดเร็วเท่าเทียมกับความจำเริญทางการเมือง  ก็จะนำไปสู่ความเสียดุลของทั้งสองมิติ  การเสียดุลดังกล่าวจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางการเมือง  กดดันระบบและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  จนอาจจะถึงขั้นนองเลือดดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 รวมตลอดทั้งเหตุการณ์ 17-20 พฤษภาคม 2535  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในขอบเขตที่กว้างขวางและลุ่มลึก  แต่การพัฒนาการเมืองยังล้าหลังทั้งในแง่ของโครงสร้าง  ในแง่ผู้ปฏิบัติการทางการเมืองซึ่งประชาชนยังไม่ได้ให้ความไว้วางใจ  รวมตลอดทั้งการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งตามไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมภายในและสังคมโลก ทำให้เกิดการเสียดุลอย่างหนัก  และนี่คือทฤษฎีที่ยังสามารถจะนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้ 
  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปของการประท้วงหรือการใช้ความรุนแรงก็ดี  การลอบสังหารทางการเมืองก็ดี  การเรียกร้องอย่างไร้เหตุไร้ผลก็ดี  เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้มาตรการปราบปรามโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายก็ดี  การตีความตะแบงกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองก็ดี  ฯลฯ  ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงการด้อยพัฒนาในด้านการเมืองในขณะที่ความจำเริญทางการเมืองได้พัฒนาสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริบทการเมืองภายในและต่างประเทศ  การเสียดุลดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การสะดุดของการพัฒนาระบบการเมืองแบบเปิด  และถ้าไม่ระมัดระวังก็อาจนำไปสู่สภาวะของอนาธิปไตย  ทำให้ระบบการเมืองเสียความชอบธรรมจนประชาชนเสื่อมศรัทธาในระบบ  ถ้าถึงจุดดังกล่าวก็จะเป็นเรื่องที่อันตราย 
แต่โชคดีที่ประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่สำคัญคือ  สังคมไทยได้มีข้อสรุปแล้วว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้  จะต้องช่วยกันจรรโลงรักษาต่อไป  ส่วนข้อบกพร่องต่างๆ ก็ต้องทำการแก้ไขเพื่อปรับปรุงให้ระบบดีขึ้นกว่าเดิม  ดังนั้น  จุดสำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือการทำให้เกิดความสมดุลระหว่างความจำเริญทางการเมืองและการพัฒนาทางการเมืองในสังคมไทย 
ทฤษฎีดังกล่าวได้ถูกนำมาเตือนเจ้าหน้าที่ของจีนก่อนกรณีเหตุการณ์สำคัญในประเทศจีน  โดยได้มีการบรรยายที่มหาวิทยาลัยประชาชนที่ปักกิ่งและได้มีการยกทฤษฎีของ
แซมมูเอล ฮันติงตัน มาเป็นตัวอย่าง  ขณะนั้นจีนกำลังมีขบวนการสี่ทันสมัย  อันได้แก่  อุตสาหกรรม  เกษตร  ป้องกันประเทศ  และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รวมทั้งนโยบายเปิดประตูประเทศ  มีการส่งนักศึกษาจีนไปศึกษายังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก  ขณะเดียวกันนักวิชาการชาวจีนและนักศึกษาชาวจีนก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกภายนอกผ่านทางการสื่อสาร  โทรทัศน์  และอินเตอร์เน็ต  และสื่อมวลชนของจีนซึ่งมีความอิสระมากขึ้น  สภาวะดังกล่าวนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเข้ามาใช้จนทำให้เกิดชนชั้นที่มีเงินและเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  การไหลบ่าเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติย่อมนำมาซึ่งความคิดและค่านิยมที่ประเทศสังคมนิยมแบบจีนไม่เคยได้สัมผัส  ดังนั้น  ถึงจุดๆ หนึ่งก็จะมีการเรียกร้องให้มีสิทธิเสรีภาพมากกว่าเดิม  ทั้งในทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ  ซึ่งดูเหมือนว่าจีนจะอนุญาตให้มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจและในทางสังคม  ซึ่งได้แก่  การดำรงชีวิตตามที่ตนต้องการในขอบเขตที่กำหนด  แต่เสรีภาพในทางการเมืองยังอยู่ภายใต้กรอบของพรรคคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม  เมื่อเป็นเช่นนี้ความเสียดุลย่อมเกิดขึ้นระหว่างความจำเริญทางการเมืองและการพัฒนาทางการเมือง  และผลสุดท้ายการเรียกร้องให้ระบบเปิดกว้างขึ้นก็จะตามมา  และเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่จะต้องตัดสินระหว่างการเปลี่ยนแปลงระบบหรือใช้กำลังปราบปราม  อันจะสะท้อนถึงการผุกร่อนทางการเมืองตามทฤษฎีที่ได้กล่าวมาแล้ว
ประมาณ 6 เดือนหลังจากที่มีการบรรยายที่มหาวิทยาลัยประชาชน  ก็เกิดกรณีนองเลือดที่เทียนอันเหมิน  เนื่องจากผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีระบบเสรีในทางเศรษฐกิจ  แต่ที่สำคัญเรียกร้องให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  มีการเลือกตั้ง  ผู้นำจีนในสมัยนั้นมีทางเลือกเพียงสองทาง คือ ยอมเปลี่ยนแปลงตามที่เรียกร้องซึ่งอาจจะนำไปสู่กลียุคทางการเมือง  หรือใช้วิธีการปราบปรามด้วยวิธีการซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว  และนี่คือกรณีตัวอย่างของการผุกร่อนทางการเมือง
ได้มีการทำนายเมื่อสิบกว่าปีว่า  จากสภาพการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเมืองจีนวันหนึ่งจะต้องมีการเลือกหัวหน้าหมู่บ้านโดยประชาชน  เพื่อดูแลการบริหารในหมู่บ้านนั้น  และบัดนี้ก็ได้มีการเลือกหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ   สามารถจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะประมาณสิบปี  การบริหารเมืองใหญ่ๆ ในมณฑลต่างๆ อาจจะมีการเลือกตั้งสภาของเมืองและนายกเทศมนตรีเช่นเดียวกับระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ  โดยสมาชิกสภารวมทั้งนายกเทศมนตรีอาจไม่ใช่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทุกคน  การเปลี่ยนแปลงที่ทำนายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการเมืองซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาเพื่อให้ตอบสนองต่อความจำเริญทางการเมือง  ซึ่งจะมีขอบข่ายที่กว้างขึ้นและเข้มข้นขึ้นเมื่อสังคมจีนมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้นด้วยการติดต่อกับโลกภายนอก  คงไม่เป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะกล่าวว่าสภาวะการณ์ดังกล่าวมาเป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ 
จีนเป็นประเทศใหญ่  มณฑลบางมณฑลเปรียบได้กับหนึ่งประเทศ  ในแง่หนึ่งจีนคือมหาอาณาจักรซึ่งประกอบด้วย 30 กว่าประเทศ  ภายใต้การปกครองจากรัฐบาลกลาง  ความจำเป็นในการกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ที่สำคัญประเทศจีนขณะนี้มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนที่ฮ่องกงและมาเก๊า  และที่สำคัญที่สุดไต้หวันซึ่งจีนถือเป็นมณฑลหนึ่งของจีนก็มีระบบเศรษฐกิจเสรีและมีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง  รวมทั้งประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง  นี่คือหนามยอกอกที่จีนไม่สามารถจะบ่งออกได้  และวันหนึ่งอาจจะเป็นชนวนทำให้เกิดการเรียกร้องขึ้นทั่วทั้งประเทศโดยคนรุ่นใหม่  และเมื่อถึงเวลานั้นระดับความจำเริญทางการเมืองก็คงจะถึงจุดสุดขีดจนความจำเป็นในการพัฒนาการเมืองไม่สามารถจะถูกปฏิเสธได้อีกต่อไป 


 

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com