<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 36018 คน
 

ฝ่ากระแสคลื่นโลกาภิวัตน์

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ( วันที่ 10 มีนาคม 2548 )
 


ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน

โลกยุคโลกาภิวัตน์เป็นโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า  โลกยุคข่าวสารข้อมูล  ซึ่งต่อไปจะพัฒนาสู่ความอัศจรรย์ของเทคโนโลยีชีวภาพ  เช่น การโคลนนิ่ง  และการใช้อวัยวะของสัตว์เปลี่ยนให้กับมนุษย์  รวมตลอดทั้งการประสานระหว่างสิ่งที่เป็นชีวภาพกับสิ่งที่เป็นกลไก  เช่น  อาจใช้ชิ้นส่วนของสมองกลแทนบางส่วนของสมองที่ชำรุดเสียหาย  หรือในกรณีขาเทียมอาจจะมีการพัฒนาไปถึงขั้นที่ใช้การได้เสมือนขาจริง  โดยปฏิกิริยาจากร่างกายสามารถจะสั่งให้ขาเทียมซึ่งเป็นจักรกลทำงานได้เช่นเดียวกับขาธรรมชาติ  นอกเหนือจากนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่านาโนเทคโนโลยี  ได้แก่  สิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋วที่สามารถจะส่งเข้าไปในเส้นเลือดมนุษย์เพื่อสำรวจสภาวะของร่างกายได้  ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบางส่วน  และมีแนวโน้มที่จะทวีความเข้มข้นขึ้นในอนาคต

ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้โลกเล็กลงด้วยการข้ามแดนของข่าวสารข้อมูล  และการเดินทางของประชาชนชาติต่างๆ  การติดต่อที่ฉับพลันโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสนเทศ  ทำให้โลกกลายเป็นหมู่บ้านที่ติดต่อถึงกันได้  ที่เรียกว่า  global village ความพลวัตของการพัฒนาในด้านข่าวสารข้อมูลและในด้านอื่นๆ ทำให้มีผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวพัฒนาความรู้ความสามารถในวิทยาการในด้านต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว  มิฉะนั้นจะกลายเป็นประเทศล้าหลังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้  ที่เห็นเด่นชัดคือสังคมใดที่ไม่มีสมองกล ประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำงานย่อมเปรียบเทียบไม่ได้กับประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงในเรื่องสมองกลรุดหน้าเทียมทันกับประเทศที่พัฒนาอย่างสูงในด้านนี้

ประเทศไทย  สังคมไทยและคนไทย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ผู้นำของประเทศในฐานะรัฐบาล  สมาชิกรัฐสภา  ข้าราชการในหน่วยงานของรัฐ  สถาบันการศึกษา  นักธุรกิจ  และประชาชนทั่วไป  จำเป็นจะต้องเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เพื่อปรับตัวกับโลกยุคใหม่ 

ประเทศไทย  สังคมไทยและคนไทย  มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยโบราณ  ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ  ในยุคที่มีการท้าทายจากลัทธิล่าอาณานิคม  ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เผชิญกับการท้าทายดังกล่าวด้วยการปรับตัว  ทั้งในทางการปกครองบริหาร  การศึกษา  วัฒนธรรม  และแนวทางปฏิบัติ  ด้วยการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  และระบบราชการในปี พ.ศ. 2435  รวมทั้งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรปรับใช้เช่น  ไฟฟ้า  โทรเลข  โทรศัพท์  รถไฟ  และการบริหารจัดการแบบตะวันตกในรูปกระทรวง  นอกจากนั้นยังผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยกับวิทยาการแขนงใหม่จากต่างประเทศ  จนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญนำพาประเทศพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาไปได้ 

ในยุคต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475  ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการเดินตามแนวกระแสโลกในยุคนั้น  เนื่องจากพลังสังคมที่เรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบประชาธิปไตยขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสิทธิเสรีภาพ  และการมีส่วนร่วมของประชาชน  การพยายามปรับตัวของสังคมไทยในส่วนนี้เป็นการต่อเนื่องจากการปรับตัวของการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินและระบบราชการในยุคล้นเกล้ารัชกาลที่ 5  และถึงแม้จะประสบปัญหาอุปสรรคต่างๆ อันเนื่องจากไม่สอดคล้องกันระหว่างของเก่าและของใหม่  การรับเอาระบบการเมืองจากต่างประเทศมาใช้ในสังคมไทย  นำไปสู่ความขัดแย้งกับกลุ่มพลังในระบบราชการและขุนนาง-ข้าราชการแบบดั้งเดิม  นอกจากนี้ระบบประชาธิปไตยถูกขัดจังหวะเป็นระยะๆ จากการปฏิวัติรัฐประหาร  แต่ก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้จนพัฒนามาถึงปัจจุบัน

หลังจากการปรับตัวในเรื่องการปกครองบริหาร  เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2435 และในทางการเมืองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็มาสู่ยุคที่ต้องมีการปรับตัวทางเศรษฐกิจโดยเริ่มตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  มาจนถึงยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  การปรับตัวในทางเศรษฐกิจเริ่มต้นจากการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจของไทยซึ่งมีเกษตรกรรมเป็นฐาน  ไปสู่เศรษฐกิจแบบกึ่งเกษตรกึ่งอุตสาหกรรม  โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาการทดแทนการสั่งเข้าจนไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก  แต่ขณะเดียวกันในยุคนี้ถึงแม้จะเป็นยุคกึ่งประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการทหาร  ก็ได้มีการพัฒนาสถาบันการศึกษา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษาขยายไปสู่ต่างจังหวัด  ทั้งภาคเหนือ  ภาคอีสาน  และภาคใต้  ขณะเดียวกันก็ได้มีการพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า นิกส์ (Newly Industrialized Countries - NICs) เพื่อให้ตามทันกับกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่สังคมอุตสาหกรรม   การพัฒนาที่สำคัญในยุคนี้คือการพัฒนาชนบทเพื่อตอบสนองต่อการท้าทายของลัทธิคอมมิวนิสต์

ในทางการเมืองภายใน  ผลจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคม  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงก็คือเหตุการณ์เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และ 17-20 พฤษภาคม 2535 ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าในส่วนของการบริหารก็เริ่มมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบราชการ  และการกระจายอำนาจมากยิ่งขึ้น  จนนำไปสู่การพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล  การยกเลิกสุขาภิบาล  และการเปลี่ยนแปลงในองค์การบริหารส่วนจังหวัด  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแต่เดิมจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การฯ ก็เป็นอันยุติทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือพยายามของระบบการเมืองการปกครองไทย  สังคมไทย  และองค์การธุรกิจที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับบริบทใหมทในภูมิภาคและในสากลโลก 

มาในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์  เกิดความพลวัตทั้งในทางการเมือง  สังคมและเศรษฐกิจ  โดยการไหลบ่าเข้ามาของข่าวสารข้อมูล  การเดินทาง  การลงทุนจากต่างประเทศ  ทั้งในรูปของการลงทุนในกิจการต่างๆ  รวมทั้งการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ที่สำคัญคือ  การเปิดกว้างของตลาดการเงิน  ทำให้เกิดการกู้เงินจากต่างประเทศและการโจมตีเงินตราต่างประเทศจากกองทุนต่างๆ  ยุคโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพลวัตของเศรษฐกิจในภูมิภาค  ซึ่งในบางส่วนเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่  กล่าวคือ  ความจำเริญเติบโตที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  ขณะเดียวกัน  ระบบการเมืองการปกครองรวมทั้งระบบราชการก็ไม่ได้พัฒนาไปเท่าที่ควร  มีการใช้เงินซื้อเสียง  ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ละเมิดกฎหมาย  จึงมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองขึ้น 

ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจฟองสบู่ซึ่งแตกลงในที่สุดนั้น  ก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างรีบด่วน  โดยเริ่มต้นจากการปฏิรูปการเมือง  ปฏิรูปการบริหาร  รวมตลอดทั้งกระบวนการและวิธีการประกอบธุรกิจ  นอกเหนือจากนั้นยังจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษา  วัฒนธรรม  ค่านิยมและแนวปฏิบัติต่างๆ

การฝ่ากระแสคลื่นโลกาภิวัตน์จึงเป็นภารกิจอันสำคัญของประเทศไทย  สังคมไทยและคนไทยทั้งชาติ  เช่นเดียวกับที่เคยฝ่ากระแสลัทธิล่าอาณานิคม  การพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรม  การตอบโต้กับการท้าทายของลัทธิคอมมิวนิสต์  การจะฝ่ากระแสคลื่นโลกาภิวัตน์จะต้องมีการปฏิรูในหลายมิติด้วยกัน  เริ่มตั้งแต่การปฏิรูปการเมือง  ตามมาด้วยการปฏิรูปการบริหาร  การศึกษา  และวัฒนธรรม  ในส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจปัญหาอย่างถ้วนถี่และแจ่มแจ้ง มิฉะนั้นจะเหมือนกับการวินิจฉัยโรคผิด  และการเยียวยาโดยใช้โอสถผิดขนาน  ซึ่งรังแต่จะนำไปสู่ความเสียหายต่อผู้ป่วยได้ 

ความพยายามในการฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์คือการต่อสู้เพื่อให้ตามทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของสังคมและประเทศชาติ 

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com