<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 9905 คน
 

อำนาจการเมืองและอำนาจรัฐ

หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ( วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 )
 

ศ.ดร.ลิขิต  ธีรวเคิน
ราชบัณฑิต

รัฐเกิดขึ้นด้วยความจำเป็นเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคม  ผู้ใช้อำนาจรัฐคือคณะบุคคล  อำนาจรัฐเป็นอำนาจเด็ดขาดที่ผูกขาดการใช้ความรุนแรงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  เช่น  การประหารชีวิต  การจำคุก  การยึดทรัพย์  ขณะเดียวกันอำนาจรัฐจะถูกใช้เพื่อการจัดการระเบียบสังคมด้วยการออกกฎหมาย  วางโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ  การใช้ทรัพยากร  ฯลฯ  อำนาจรัฐจึงครอบคลุมชีวิตของคนในสังคม  อำนาจดังกล่าวนี้อาจเป็นดาบสองคม  ในขณะที่มีความจำเป็นและสามารถนำไปสู่การพัฒนาสังคมได้นั้น  ก็อาจส่งผลในทางลบต่อสมาชิกของสังคมได้  ด้วยเหตุนี้  ระบบการเมืองที่ดีจึงต้องเป็นระบบที่สามารถควบคุมไม่ให้อำนาจรัฐถูกใช้ในทางผิดๆ 

ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์การใช้อำนาจรัฐอยู่ที่กษัตริย์  เพื่อมิให้มีการใช้อำนาจในทางที่ผิดจึงมีการพูดถึงระบบที่มีกษัตริย์ที่ยึดความเมตตา  จริยธรรม  ยุติธรรม  เช่นกษัตริย์ในรูปของธรรมราชา  และแม้กษัตริย์ในระบบเทวราชาก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบความถูกต้องเช่นทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร  แม้อำนาจกษัตริย์ในยุโรปซึ่งถือว่าได้อำนาจจากสวรรค์นั้นก็ต้องอยู่ในกรอบของความยุติธรรมและความเป็นธรรม  มิฉะนั้นก็จะพบกับการคัดค้านหรือประท้วงของประชาชนในรูปของกบฏ  ในกรณีของจีนนั้นจักรพรรดิมีอำนาจโดยได้รับอาณัติจากสวรรค์  แต่ถ้าไม่อยู่ในทำนองคลองธรรมจนนำไปสู่ผลเสียต่อประชาชนในสังคม  โดยปล่อยให้ขุนนางกังฉินครองแผ่นดิน  รีดนาทาเร้นภาษีประชาราษฎร์  ปล่อยปละละเลยให้สังคมเละเทะฟอนเฟะ  ฝายกั้นน้ำพังทลาย  เกิดโรคระบาด  ฯลฯ  ก็ถือว่าสวรรค์ถอนอาณัติกษัตริย์  ประชาชนมีสิทธิถอดถอนได้

การใช้อำนาจรัฐในยุคประชาธิปไตยจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ  
ส่วนที่หนึ่ง  จะต้องเป็นอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย (legality) หรือไม่ขัดต่อประเพณีอันดีงาม 
ส่วนที่สอง  จะต้องเป็นการใช้อำนาจที่มีความชอบธรรม (legitimacy) ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป  เป็นที่ยอมรับของประชาชน
ส่วนที่สาม  อำนาจนั้นจะต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรมและจริยธรรม (moral authority) 

ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมักจะพูดถึงหลักสิทธิเสรีภาพ  ความเสมอภาค  และหลักนิติธรรม (the rule of law)  ทั้งหลายทั้งปวงก็คือความชอบธรรมแห่งอำนาจนั้น  เพราะเมื่อผู้ใช้อำนาจรัฐคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย  และอำนาจนั้นเป็นธรรม  แต่ถ้ากระบวนการออกกฎหมายขัดต่อหลักนิติธรรมตั้งแต่เบื้องต้น  กฎหมายนั้นก็ขาดความชอบธรรม  และอำนาจที่ใช้ก็ย่อมไม่ใช่อำนาจที่เป็นธรรม  การยอมรับก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้น

ระบบการเมืองใดก็ตามที่มีการใช้อำนาจรัฐโดยอ้างกฎหมาย (legality) โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรม (legitimacy)  ศีลธรรมและจริยธรรม (moral authority)  ย่อมเป็นระบบที่พัฒนาไปได้ยาก  เพราะเมื่อการไม่ยอมรับเกิดขึ้นความขัดแย้งก็ย่อมจะตามมา  และการแก้ไขความขัดแย้งเพื่อหาข้อยุตินั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมที่ระบบการเมืองเป็นระบบที่ขาดความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น  ตัวอย่างที่สำคัญคือ  ถ้ากติกาของระบบการเมืองนั้นคือรัฐธรรมนูญมีปัญหา  ความขัดแย้งที่ตามมาก็คือการไม่ยอมรับทั้งตัวกติกา  กระบวนการทางการเมือง  รวมถึงตัวบุคคลที่ผ่านการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ  เพราะเริ่มต้นผิดเสมือนหนึ่งการติดกระดุมเสื้อผิด  และเมื่อเกิดการผิดพลาดเช่นนี้ย่อมจะนำไปสู่การไม่ลงรอยในสังคม  การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีจึงต้องใช้ความอดทนอดกลั้น  ใจกว้างอย่างมาก  โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก  มิฉะนั้นโอกาสของการเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

ในแง่หนึ่ง  ระบบการเมือง  โครงสร้างและกระบวนการของการใช้อำนาจรัฐ  เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมไปสู่สภาพที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรม  วัฒนธรรมและอารยธรรมทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์  เพราะสัตว์อาจจะมีนิสัยและสัญชาตญาณแต่อาจจะไม่ถึงขั้นพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมและอารยธรรมขั้นสูง  มนุษย์มีความคิดจึงสามารถสร้างสิ่งที่เป็นนามธรรมเหนือกว่าสัตว์  ระบบการเมืองก็เป็นการสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรม  เพื่อช่วยทำให้มนุษย์สามารถมีความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจ  การแจกแจงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมได้อย่างมีอารยธรรมและวัฒนธรรม  จนนำไปสู่ความสันติสุขและการพัฒนา 

แต่เมื่อใดส่วนของวัฒนธรรมและอารยธรรมนี้ไม่สามารถจะพัฒนาไปได้อย่างเรียบร้อย  และนำไปสู่ความขัดแย้ง  เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถจะแก้ไขเยียวยาภายในกรอบของวัฒนธรรมและอารยธรรม  มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะทางธรรมชาติที่ไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป  นั่นคือ  การใช้กำลังเข้าต่อสู้กันเพื่อหาข้อยุติ  สงครามก็คือสภาพของมนุษย์ที่ล้มเหลวในทางการทูตและการเมือง  มนุษย์ก็กลับไปสู่การใช้กำลังนั่นก็คือการกลับไปสู่ความเป็นสัตว์  จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่มีการทำทารุณกรรมต่อนักโทษและเชลยศึก  หรือการฆ่าหมู่ชาวยิว 6 ล้านคน  แต่กระนั้นก็ตามมนุษย์ก็พยายามสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมแม้ขณะต่อสู้กันเยี่ยงสัตว์  นั่นคืออนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก

แต่เมื่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกละเมิดจนทำลายวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษย์  มนุษย์ก็พยายามแก้ไขเยียวยาด้วยการสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมโดยการลงโทษผู้กระทำความผิด  อาชญากรรมใหม่คืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในการพิจารณาโทษที่ศาลนูเรมเบิร์กและที่โตเกียวหลังการยุติของสงครามโลกครั้งที่สอง  จนกลายมาเป็นศาลโลกในปัจจุบันที่นำคดีที่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติมาเป็นคดีความ  นี่คือความพยายามที่จะธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรม

สังคมใดที่วัฒนธรรมและอารยธรรมในทางการเมืองด้อยพัฒนา  โอกาสของการกลับไปสู่สภาวะของธรรมชาติหรือความเป็นสัตว์ด้วยการใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา  อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com