<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 4481 คน
 

ดุลยภาพของสังคม

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551 )
 

ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

ลัทธิเต๋าเน้นดุลยภาพเป็นเรื่องสำคัญ  ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ  ไม่ควรฝืนธรรมชาติ  และเมื่อเกิดการเสียดุลขึ้นจะมีแนวโน้มกลับสู่ดุลอีกในที่สุด  เช่นแผ่นดินไหวมีคนเสียชีวิต  ผลที่สุดก็จะหยุดไหว  และทุกอย่างก็จะกลับไปสู่การได้ดุล  กล่าวนัยหนึ่ง  การเสียดุลและการกลับสู่ดุลเป็นกระบวนการปกติของธรรมชาติ  แต่ถ้าเชื่อแบบเต๋ารอให้ถึงเวลาถึงจุดที่ได้ดุล  สังคมอาจจะเกิดความเสียหายอย่างมาก  ดังนั้น  มนุษย์จึงพยายามสร้างระบบสังคมที่ดุลยภาพขึ้น   ตัวอย่างเช่น  การเคารพอาวุโส  การมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคมเพื่อให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุดนั่นคือการสร้างดุลยภาพทางสังคม (social balance) หรือการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคม (social harmony)

ในทางศาสนาพุทธ  การเดินทางสายกลางก็คือการไม่สุดโต่ง  เพราะถ้าสุดโต่งก็จะเสียดุล  เช่น  การขึ้นสายพิณที่ตึงเกินไปสายพิณก็จะขาด  หย่อนเกินไปก็จะมีเสียงไม่ไพเราะ  การเดินทางสายกลางย่อมจะเกิดประโยชน์มากที่สุด  ทางสายกลางก็คือการสร้างดุลยภาพนั่นเอง 

ในทางสังคมนั้น  สังคมไทยเคยเชื่อเรื่องการประสานประโยชน์  คือ  ถ้ามีผลประโยชน์ขัดกันทั้งสองกลุ่มก็พยายามประสานประโยชน์โดยพบกันครึ่งทางจนเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย  เพื่อจะที่กลับไปสู่สันติสุข ไม่เกิดความขัดแย้ง  เมื่อมีความขัดแย้งขึ้นใหม่ก็จะใช้หลักการประสานประโยชน์ต่อไป  ในแง่ของการเจรจาธุรกิจหรือในเรื่องทางการเมืองก็ตาม  จุดเน้นอยู่ที่ผลการเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับได้  ไม่ใช่อยู่ที่การได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมหันต์  เพราะนั่นคือความล้มเหลว

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือการพยายามสร้างสันติสุขในสังคม  นั่นคือการจำกัดการสูญเสียดุลยภาพ 

ในทางสังคมนั้นสิ่งที่จะเห็นจากการเสียดุลชัดที่สุดก็คือ  การเสียดุลระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจมหาศาล  กับกลุ่มผู้ไร้อำนาจการต่อรอง  เมื่อใดก็ตามที่เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในระบบเผด็จการโดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องผวากลัวอำนาจรัฐ  นั่นคือ  การเสียดุล  ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงเน้นพหุสังคม (pluralism) ไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งมีอำนาจมากเกินไป  จนพยายามสร้างระบบตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ  รวมทั้งการให้อำนาจประชาชนในการควบคุมการใช้อำนาจนั้น

ในทางเศรษฐกิจ  การเสียดุลระหว่างผู้ซึ่งมีทรัพย์ศฤงคารอย่างมากกับผู้ซึ่งยากจนค้นแค้นเรียกว่าจนดักดาน  หรือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน  ก็เป็นต้นเหตุสำคัญของการนำไปสู่การเสียดุลในทางสังคม  ถ้าไม่เยียวยาแก้ไขก็จะเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น  ดังคำกล่าวที่ว่า  คนรวยอยู่ไม่ได้ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศยากจนค้นแค้น  การปล้นสะดม  ตีชิงวิ่งราว  การก่อการจลาจลเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ 

การเสียดุลระหว่างนาครและชนบทคือ  ชนบทนั้นยากจน  ด้อยพัฒนา  ขาดความสะดวกสบายต่างๆ  ส่วนนาครหรือชุมชนเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวงที่เป็นเมืองหัวโต (primate city) ก็จะนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเพราะการขาดดุลยภาพดังกล่าว  และถ้าการเสียดุลที่กล่าวมาทั้งหมดนำไปสู่การเสียดุลอย่างมหาศาล  คือ  ช่องว่างที่ถ่างกว้างเป็นคนชนชั้นสังคมจนไม่สามารถจะสื่อสารกันเข้าใจ  โดยคนต่างชนชั้นมีรูปแบบการดำรงชีวิต  ความนึกคิด  ระดับความรู้  ข่าวสารข้อมูล  ค่านิยมที่ต่างกัน  สังคมนั้นย่อมอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง

การขาดดุลยภาพในสังคมได้นำไปสู่ความแตกต่างของอุดมการณ์  ระบบสังคมนิยมซึ่งเน้นความเสมอภาคของคนในสังคมกับระบบทุนนิยมซึ่งเน้นแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ  อันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น  กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองค่ายการเมืองในสงครามเย็น  กระบวนการผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยกับการคุมอำนาจโดยฝ่ายธนาธิปัตย์และอมาตยาธิปัตย์ในอดีตก็คือ ลักษณะการเสียดุลของสังคมและเป็นความขัดแย้งในขั้นมูลฐาน  จนเกิดนโยบาย 66/2523 และ 66/2525  นั่นคือความพยายามที่จะปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและเพื่อนำไปสู่ดุลยภาพของสังคมอีกครั้งหนึ่งด้วยการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมทางการเมืองภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นกลไกการแก้ไขความขัดแย้งอันเกิดจากความเสียดุลได้ดีที่สุดมากกว่าระบบอื่น

มาในปัจจุบัน  นอกจากความขัดแย้งที่กล่าวมาแล้วยังเกิดความขัดแย้งใหม่คือกระบวนการโลกาภิวัตน์  และการพยายาธำรงไว้ซึ่งระบบสังคมแบบดั้งเดิม  ในความเป็นจริงความขัดแย้งที่กล่าวมานั้นเป็นความขัดแย้งในเรื่องของวัฒนธรรม  แนวความคิด  ค่านิยม  แต่ยังเป็นความขัดแย้งที่มีมิติของเศรษฐกิจ  การเมือง  เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  เพราะผู้คุมเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลสามารถที่จะแปรเปลี่ยนให้เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ดังที่ปรากฏมาแล้วในกรณีของประเทศไทย 

ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ  ท่ามกลางความพลวัตของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จนเกิดการเสียดุลขึ้นในมิติต่างๆ นั้นเรามีกลไกอันใดหรือไม่ที่จะแก้การเสียดุลดังกล่าว  และสามารถจะหาข้อยุติในความขัดแย้งนั้นได้อย่างสัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความขัดแย้งไม่สามารถจะแก้ไขได้ก็จะนำไปสู่การแก้ความขัดแย้งด้วยวิธีการที่ไม่น่าพึงประสงค์  นั่นคือการข้ามเขตวัฒนธรรมและอารยธรรมไปสู่สภาพแห่งธรรมชาติ  ซึ่งพฤติกรรมมนุษย์จะถูกกำหนดโดยสัญชาตญาณเยี่ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  คือการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

จีนเชื่อเรื่องการได้ดุลระหว่างพลังหยินและพลังหยางซึ่งก็มีส่วนถูก  และในความเป็นจริงเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นนั่นคือการเสียดุลของอวัยวะในร่างกาย  บางครั้งอาจจะมีการเสียดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ  เช่น  ร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจโหดเหี้ยม  นอกจากนั้นยังมีการเสียดุลระหว่างร่างกายและอารมณ์  คนซึ่งมีร่างกายแข็งแรงแต่อาจจะไม่มีความสุข ทางสายกลางจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  องค์พระประมุขเคยมีพระราชดำรัสว่าการออกกำลังกายน้อยไปก็จะเฉา  ออกมากไปก็จะช้ำ  ออกกกำลังกายพอดีๆ คือการได้ดุล  และเศรษฐกิจพอเพียงก็คือการพยายามดำรงชีวิตอย่างได้ดุล  ไม่เกินเลยสุดโต่งจนเกิดการเสียดุล  คำถามที่สำคัญคือ  สังคมไทยกำลังเสียดุลยภาพหรือไม่  ถ้าคำตอบว่าใช่  เราจะแก้การเสียดุลได้อย่างไร  โจทย์ข้อนี้เป็นโจทย์สำหรับคนไทยทั้งประเทศ

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com