<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 1098 คน
 

ดุลยภาพของสังคมที่สั่นคลอน

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 )
 

ศ.ดร.ลิขิต  ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

ความสมานฉันท์ทางสังคม (social harmony) จะเกิดขึ้นได้นั้น  คนในสังคมต้องสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ  และได้ประโยชน์จากการอยู่ร่วมกัน  ทั้งในแง่เศรษฐกิจ  ความยุติธรรมทางสังคม  และการดำรงชีวิตที่อยู่ได้อย่างผาสุกพอสมควร  ขณะเดียวกันสังคมนั้นต้องมีเทคโนโลยีทางสังคม  จัดการความขัดแย้งโดยเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย  มีระบบการใช้ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติ  เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมนั้น  คนในสังคมต่างรู้สึกว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมนี้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา  มีความสุข  ความสงบ  และมีอนาคตสำหรับตนเองและลูกหลาน  สังคมเช่นนี้เป็นสังคมที่มีความสมานฉันท์  และที่สำคัญคือมีดุลยภาพ (equilibrium)

แต่เมื่อใดก็ตามที่ดุลยภาพสังคมถูกทำให้สั่นคลอน  เช่น  เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรงจนกลายเป็นเมืองร้าง  ภัยธรรมชาตินำไปสู่การทำลายกายภาพจนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้  สังคมนั้นก็เริ่มจะเสียดุล  ในทางเทคโนโลยีสังคม  ถ้าสังคมนั้นมีระบบการเมืองการปกครองที่ไม่เป็นที่ยอมรับของบางคนบางกลุ่มจนเกิดความขัดแย้งและการประจันหน้าอย่างรุนแรง  เริ่มต้นจากความขัดแย้งในกติกาของการเมืองการปกครองบริหาร  ความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจและการปฏิบัติงานของผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติงาน  ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนที่เสียเปรียบในสังคม  เช่น  คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ  ชนกลุ่มน้อยที่ต่างศาสนาต่างเผ่าพันธุ์  และรู้สึกว่าระบบนั้นกดขี่ข่มเหง 

สังคมที่คนขาดความสมานฉันท์  ระบบการเมืองการปกครองขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล  สังคมซึ่งถูกมองว่าเต็มไปด้วยการฉ้อโกงทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน  ขาดศีลธรรมและจริยธรรม  จนค่านิยมและปทัสถานไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  สังคมเช่นนั้นเป็นสังคมที่กำลังขาดดุลยภาพอย่างรุนแรง  และมีโอกาสที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันเพื่อได้มาซึ่งระบบสังคม  การเมืองและเศรษฐกิจที่ตนต้องการ

การต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนนำโดยเหมา เจ๋อตุง  และพรรคก๊กมินตั๋ง  นำโดยนายพลเจียง ไคเช็ค  การปฏิวัติของบอลเชวิกในรัสเซีย  สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้  และสงครามเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้   มองได้ว่าเป็นผลมาจากการแตกสลายของดุลยภาพของสังคมเดิมทำให้มีการแยกตัวออกจากกัน  เพราะความสมานฉันท์ที่ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้  ในกรณีของสหรัฐอเมริกา  สงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้ก็มาจากความขัดแย้งในทางการเมือง  สังคมและเศรษฐกิจ  แต่ก็จบลงด้วยการสร้างความสมานฉันท์และดุลยภาพทางสังคมอีกครั้งหนึ่ง   แต่ในสังคมซึ่งไม่สามารถจะสร้างความสมานฉันท์ได้  เช่น ในปากีสถานก็แยกออกมาเป็นบังคลาเทศ  หรือกรณีปากีสถานและอินเดียตั้งแต่ต้นก็เกิดจากการไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้โดยมีความสมานฉันท์และมีดุลยภาพทางสังคม

แต่ความแตกแยกระหว่างอินเดียและปากีสถาน  เป็นความแตกแยกขั้นพื้นฐานที่ไม่มีทางจะตกลงกันได้  ทางออกคือแยกเป็นสองประเทศ  ในกรณีของสหรัฐอเมริกา  เป็นความแตกแยกในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  ความคิดทางการเมือง  และการต่อต้านระบบทาสที่มีอยู่ทางใต้  แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันในเรื่องเผ่าพันธุ์  ขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างสุดโต่ง  จึงสามารถกลับมารวมกลุ่มกันได้โดยมีความสมานฉันท์  และมีดุลยภาพทางสังคม  อันเนื่องมาจากระบบการเมืองการปกครอง  การบริหาร  เปิดกว้างพอที่จะประกันความยุติธรรม  สิทธิเสรีภาพ  ให้แก่คนทุกคนได้ 

ในกรณีความขัดแย้ง  การขาดความสมานฉันท์  และการเสียดุลยภาพสังคมในขณะนี้  กล่าวได้ว่าไม่ถึงกับเป็นความขัดแย้งในขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า consummatory  value  ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ความขัดแย้งกันของระบบสองระบบ  โดยการเกิดของระบบหนึ่งจะนำไปสู่การทำลายของระบบหนึ่งเช่นระหว่างประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์  หากแต่เป็นความขัดแย้งที่อยู่ในระบบเดียวกัน  กล่าวคือ  ทุกคนเห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตย  แต่มีความขัดแย้งในเรื่องโครงสร้างและวิธีการที่แตกต่างกัน  จึงเป็นความขัดแย้งในระดับ instrumental value  ความขัดแย้งที่เกิดจาก instrumental value เป็นความขัดแย้งที่สามารถจะออมชอมกันได้  แต่มีเงื่อนไขว่าทั้งสองฝ่ายต้องยินดีนั่งคุยกันโดยมีจุดประสงค์สูงสุดคือประเทศชาติและประชาชน  ซึ่งจะต้องถกกันในวิธีการ  ตัวอย่างเช่น  ข้อเสนอเรื่องการเมืองใหม่จะต้องมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง  มีข้อมูลและข้อเท็จจริง  รวมทั้งหลักการ  ทฤษฎี  ประกอบการพิจารณา

แต่ช่วงระยะเวลาก่อนที่จะถึงจุดที่นั่งลงพูดคุยกันเพื่อหาทางออกนั้น  กระบวนการอาจจะออกมาโดยสองวิธีใหญ่ๆ

วิธีที่หนึ่งคือ  การที่ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะนั่งคุยกันโดยมีผู้เชื่อมประสาน  ใช้เหตุใช้ผล  ลดทิฐิมานะ  และพร้อมที่จะออมชอมพบกันครึ่งทางเพื่อประสานประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย  และเพื่อประเทศชาติและสังคมอันเป็นหลักการสูงสุด  เพื่อการนี้จำเป็นต้องเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูล  เหตุผล  มีความเข้าใจ  หรือพยายามเข้าใจ  และมองโลกในแง่ดีว่าต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาต่อชาติและสังคม  แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวมานี้  การหาทางออกในกรณีนี้อาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก 

วิธีที่สองซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาและคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น  และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นเพราะอาจเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจิตใจ  นั่นคือ  การกระทบกระทั่งกันโดยใช้กำลังจนมีสภาวะความจำเป็นที่ต้องยุติและหาทางออก  แต่การแก้ปัญหาโดยวิธีนี้อันเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา  เพราะจะสร้างความเสียหายต่อจิตใจและอาจเป็นจุดด่างดำของประวัติศาสตร์ตามที่กล่าวมาแล้ว  ซึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาเกิดขึ้นแล้ว 3 ครั้งคือ  เมื่อ 14 ตุลาคม 2516,  6 ตุลาคม 2519  และ 17-20 พฤษภาคม 2535  เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นน่าจะถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมไทยควรหลีกเลี่ยง  และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ว่าแม้เงื่อนไขหลายประการน่าจะนำไปสู่ความรุนแรงที่กล่าวมาแล้วเป็นต้น  แต่ปรากฏว่ามีเพียงการประจันหน้าที่มีการใช้ความรุนแรงบ้างจนเสียชีวิตไปแต่ไม่ถึงกับกลายเป็นการจลาจลขนาดใหญ่เหมือนกับ 3 เหตุการณ์ที่ผ่านมา  ถ้าจะมองโลกในแง่ดีก็แปลว่าสังคมไทยได้เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์  และได้พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ฝันร้ายในอดีตกลับมาอีก

แต่ขณะเดียวกันในขณะที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้อย่างสมบูรณ์  ยังไม่มีใครสามารถจะยืนยันว่าเหตุการณ์อันเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นอีก  ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงควรตระหนักถึงความสำคัญยิ่งในเรื่องนี้  เพราะชัยชนะที่เกิดบนซากปรักหักพังทั้งกายภาพและทางจิตใจ  จะกลายเป็นชัยชนะที่มีแต่ผู้แพ้  ไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริง  หรือที่เรียกว่า Pyrrhic victory และที่แน่ๆ คือความพ่ายแพ้ของสังคมและประเทศชาติ 

ประวัติศาสตร์อันด่างดำเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์  และหวังว่าเหตุการณ์รุนแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งจะไม่เกิดขึ้นอีก

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com