<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 3712 คน
 

ปัญหาการว่างงาน

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต

จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายในประเทศ  ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนของต่างชาติ  การส่งออก  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ทำให้คาดกันว่าโรงงานจะปิดหลายแห่ง  ธุรกิจจะล้มละลายจำนวนหนึ่ง  ขณะเดียวกันบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยปีละหลายแสนคน  อาจนำไปสู่การว่างงานเป็นจำนวนมาก 

ปัญหาการว่างงานเป็นปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ  ซึ่งถ้าจัดการไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้อย่างแน่นอน 

คำถามก็คือ  เมื่อเกิดปัญหาการว่างงานหรือการเลิกจ้างจะมีทางออกอย่างไรบ้าง  ทางออกจะมีดังต่อไปนี้คือ

1. ภาครัฐต้องเร่งโครงการการลงทุนขนาดใหญ่  เช่น  การสร้างรถไฟฟ้า  รถใต้ดิน  หรือการลงทุนลักษณะคล้ายๆ กัน  แม้กระทั่งการขุดคอขอดกระเพื่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงาน  นี่คือนโยบายการคลังที่อาจจะทำให้ปัญหาบรรเทาลงได้ 
2.  รัฐต้องจัดกองทุนเพื่อเป็นสวัสดิการกับผู้ซึ่งตกงาน  อย่างน้อยก็ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่หันไปประกอบมิจฉาชีพ
3.  ผู้ว่างงานบางคนพยายามหางานใหม่โดยยอมลดเงินเดือนของตัวเอง  และอาจจะทำงานที่ตนไม่ได้ศึกษามาโดยตรง  ซึ่งอาจเป็นงานที่มีระดับหรือทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของตน
4.  เปลี่ยนอาชีพ  เช่นกรณีของผู้ซึ่งเคยทำการก่อสร้างก็เปลี่ยนมาขายแซนด์วิช 
5.  สำหรับบางคนที่มีญาติอยู่ต่างจังหวัดก็อาจจะกลับไปอยู่ชนบท  อย่างน้อยก็ไม่เดือดร้อนเรื่องอาหารการกินและที่อยู่อาศัย  รอให้เหตุการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาหางานใหม่
6.  บางคนอาจจะย้ายถิ่นไปอยู่ต่างประเทศเพราะมีญาติเปิดภัตตาคารอยู่ที่นั่น  อย่างน้อยก็เป็นทางออกชั่วคราว
7.  บางคนที่มีรายได้และมีเงินสะสมอยู่อาจจะถือโอกาสในการศึกษาเพิ่มเติมในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกในช่วงที่ยังไม่มีการลงทุน  เพราะยังสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้
8.  สำหรับบุคคลที่มีพ่อแม่ซึ่งไม่ถูกกระทบจากการทรุดตัวของเศรษฐกิจก็ยังอาศัยชายคาพ่อแม่เป็นที่พักอาศัย
9.  บางคนก็อาศัยอยู่กับคู่ชีวิตซึ่งพอที่จะประคับประคองไปได้เพราะทั้งคู่ต่างมีอาชีพก่อนที่คนใดคนหนึ่งตกงาน
10.  ในกรณีที่มีการเปิดรับราชการทหารก็อาจจะสมัครเป็นทหาร  อย่างน้อยก็แก้ปัญหาได้ชั่วคราว
11.  คนที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เป็นผู้ชายอาจจะอาศัยวัดเป็นที่พำนัก  หรือแม้กระทั่งการบวชเป็นพระชั่วคราว
12.  สมัครเป็นผู้ติดตามนักการเมือง  หรือรับงานการเมืองเป็นชิ้นๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ฯลฯ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราว  โดยคาดหวังว่าจะผ่านไปสู่สภาพที่ดีขึ้นหลังจาก 2-3 ปี  ที่สำคัญที่สุดทางฝ่ายรัฐต้องดูแลอย่าให้เกิดปัญหาถึงขนาดต้องเกิดอาชญากรรมตีชิงวิ่งราวมากขึ้น  หรือเกิดการคิดสั้นกระทำอัตวินิบาตกรรม  ในยามวิกฤตเช่นนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงแรงงาน  กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงอุตสาหกรรม  ต่างต้องหาทางช่วยเหลือในทางใดทางหนึ่ง  เพื่อให้วิกฤตนี้สามารถผ่านพ้นไปได้โดยก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

การดำเนินนโยบายการส่งเสริมการลงทุน  นโยบายเงินกู้  ภาษี  อัตราดอกเบี้ย  เป็นเรื่องที่ต้องคิดอย่างรอบคอบ  ปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงซึ่งรัฐสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาโดยไม่ให้ลามปามออกไปกลายเป็นวิกฤตที่จะนำสังคมไปสู่ความสับสนวุ่นวายและกลียุคกว่าที่เป็นอยู่

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ  ตราบที่การเมืองยังไม่มีเสถียรภาพและยังเกิดความขัดแย้งในสังคมจนหาทางออกไม่ได้  ก็จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองวิกฤตถึงขั้นกลียุคและมิคสัญญี  เพราะถ้าระบบการเมืองขาดเสถียรภาพ  กลไกของรัฐคือระบบราชการก็จะทำงานไม่ได้เต็มที่  ผู้บริหารคือคณะรัฐมนตรีก็จะไม่มีอำนาจและไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล  เมื่อปัญหาการว่างงานซึ่งเป็นปัญหาเศรษฐกิจ  ผสมผสานกับปัญหาการแตกแยกทางสังคม  การไร้เสถียรภาพของรัฐบาลของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ก็จะกลายเป็นปัญหาที่ทับถมทวีคูณจนไม่มีทางออก  สภาพของการสิ้นหวังและอนาธิปไตยก็จะเกิดขึ้น  จนอาจนำไปถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแม้กลางวันแสกๆ  ข้อที่ต้องระวังก็คือปัญหาการทรุดตัวของเศรษฐกิจและการว่างงานนี้  เมื่อผสมผสานกับวิกฤตทางการเมืองและความแตกแยกในสังคม  ถ้าจัดการไม่ดีจะกลายเป็นระเบิดเวลาอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com