<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 1581 คน
 

ปรัชญาการเมืองจากราชนีติ-ธรรมนีติ และพระธรรมบทจตุรภาค

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต

ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก

วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ปรัชญาการเมืองตะวันตกเช่นของ เพลโต อริสโตเติล มองเกสติเออ ฮอบส์ ล๊อค รุสโซ ฯลฯ จะถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งโดยนักวิชาการที่ศึกษามาจากตะวันตก ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญทางจีนก็จะกล่าวถึงปรัชญาการเมืองการปกครองของ ขงจื้อ เม่งจื้อ เล่าจื้อ และจวงจื้อ รวมตลอดทั้งหลักการปกครองบริหารของถังไท่จง เป็นต้น ซึ่งปรัชญาทั้งตะวันออกและตะวันตกนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเข้าใจปัญหาการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ อาจเป็นประโยชน์ในแง่หลักการที่นำมาใช้เป็นเสมือนเข็มทิศของการดำเนินชีวิตและการใช้อำนาจรัฐ หรือในการทำงาน

 

ในส่วนของสังคมไทยนั้นก็มีการเอ่ยถึงปรัชญาที่สำคัญคือ ทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุ 4 จักรวรรดิวัตร อันเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่ออ้างถึงทศพิธรราชธรรมน้อยคนที่จะจำได้ว่าประกอบด้วยอะไรบ้างในธรรมะ 10 ข้อ จักรวรรดิวัตรและราชสังคหวัตถุ 4 ก็ทำนองเดียวกัน ส่วนมากไม่สามารถจำรายละเอียดได้ ที่สำคัญคือไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ราชบัณฑิตยสถาน โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ ซึ่งเป็นนายกสมาคมความมั่นคงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ได้มีส่วนในการจัดพิมพ์หนังสือ “คู่มือชีวิตพิชิตปัญหา” โดยนำเอาปรัชญาความคิดจากหนังสือพระธรรมบทจตุรภาค ราชนีติ-ธรรมนีติ จัดพิมพ์โดยราชบัณฑิตยสถาน โดยนำส่วนที่สำคัญพิมพ์ใส่ไว้ตามปฏิทิน กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม ซึ่งหมายความว่าสามารถจะจำได้ว่าในวันที่ 10 ก.พ. มีเรื่องที่ตนสนใจก็สามารถเปิดไปในวันที่ 10 ก.พ. ได้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง ซึ่งไม่เกี่ยวกับดวงชะตาอะไรทั้งสิ้น เป็นการจัดหมวดหมู่ 366 วัน โดยกำหนดให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ตัวอย่างเช่น วันที่ 1 ม.ค. มีเนื้อความว่า “ผู้ใดในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กล่าวมุสาวาท หรือเอาของที่เขามิได้ให้ ล่วงเกินภรรยาคนอื่น ดื่มสุรา และเมรัย ผู้นั้นชื่อว่าทำลายตนเองในโลก (ชีวิต) นี้ทีเดียว” (พระธรรมบทจตุรภาค คำย่อ ธจภ. ข้อ 246-247 หน้า 509) ที่กล่าวมานี้คือตัวอย่าง ต่อไปจะขอยกสิ่งที่กล่าวไว้ในบางวันของปีซึ่งน่าจะเป็นข้อคิดเกี่ยวกับปรัชญาชีวิต ปรัชญาสังคม และปรัชญาการเมือง

 

14 เม.ย. “บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ เพียงเพราะมีผมหงอก เขาผู้ที่แก่แต่วัยเท่านั้น เรียกว่า คนแก่เปล่า (ธจภ. ข้อ 260 หน้า 537)

 

15 เม.ย. “บุคคลใดมีสัจจะ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม มีความข่มใจ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็น นักปราชญ์ผู้บริสุทธิ์ (และ) บุคคลเช่นนั้นแหละชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่” (ธจภ. ข้อ 261 หน้า 539)

 

11 พ.ค. “คนโง่เขลาเบาปัญญาย่อมแก่เปล่าเหมือนโคถึกเจริญแต่เนื้อหนังมังสาแต่ปัญญาหาเจริญไม่” (ธจภ. ข้อ 152 หน้า 319)

 

22 พ.ค. “คนทรามปัญญา อาศัยความคิดเห็นผิดติเตียนคำสอนของพระอริยะ ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้เป็นอยู่โดยธรรม เขาย่อมเกิดมาเพื่อทำลายตัวเอง เหมือนขุยไผ่ทำให้ต้นไผ่ตายขุยฉะนั้น” (ธจภ. ข้อ 164 หน้า 345)

 

9 มิ.ย. “ความไม่เป็นโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง ความรู้จักพอเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง คนที่สนิทสนมไว้วางใจกันเป็นญาติอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง” (ธจภ. ข้อ 204 หน้า 425)

 

7 ก.ค. “คนไร้ยางอาย กล้าเหมือนกา ชอบทำลายคนอื่นลับหลัง ชอบเอาหน้าอวดดี และมีพฤติกรรมสกปรก มักอยู่อย่างสบาย ส่วนคนที่มีความละอายใจใฝ่ความสุขบริสุทธิ์เป็นนิจ ไม่เกียจคร้านอ่อนน้อมถ่อมตน มีอาชีพบริสุทธิ์ และมีปัญญา มักอยู่อย่างลำบาก” (ธจภ. ข้อ 244-245 หน้า 507)

 

12 ก.ค. “ความผิดของคนอื่นเห็นได้ง่าย แต่ความผิดของตนเห็นได้ยาก คนเรามักเปิดเผยความผิดของคนอื่น เหมือนโปรยแกลบ แต่ปิดบังความผิดของตนเอง เหมือนนักเลงสกาโกงซ่อนลูกสกาฉะนั้น” (ธจภ. ข้อ 252 หน้า 519)

15 ก.ค. “บุคคลผู้ใดตัดสินคดีโดยผลีผลาม ไม่ชื่อว่าผู้เที่ยงธรรม ส่วนผู้ฉลาดที่วินิจฉัยทั้งข้อถูกและข้อผิดแล้วจึงตัดสิน (จึงชื่อว่าผู้เที่ยงธรรม)” (ธจภ. ข้อ 256 หน้า 529)

 

9 ส.ค. “ผู้ใดปรารถนาสุขเพื่อตน ด้วยการก่อทุกข์ให้ผู้อื่น ผู้นั้นมักพัวพันอยู่กับการผูกเวร ย่อมไม่พ้นจากเวรไปได้” (ธจภ. ข้อ 291 หน้า 595)

 

10 ต.ค. “พระราชาย่อมพินาศเพราะอำมาตย์ชั่ว ฤาษีย่อมพินาศเพราะยังท่องอยู่ในโลก บุตรย่อมพินาศก็เพราะพ่อแม่เอาใจมากไป พราหมณ์ย่อมพินาศเพราะไม่ได้ศึกษา ตระกูลย่อมพินาศเพราะมีลูกเลว ความประพฤติย่อมเสื่อมเสียเพราะคลุกคลีกับคนชั่ว“ (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 190 หน้า 190)

 

13 ต.ค. “สภาที่เต็มไปด้วยคนดี ชื่อว่าเป็นสภาที่มีความมั่นคง พระราชาที่ทรงยึดมั่นในความถูกต้องยุติธรรม ชื่อว่าเป็นพระราชาที่มั่นคง ภรรยาที่ซื่อสัตย์ต่อสามีชื่อว่าเป็นภรรยาที่มีจิตใจแน่วแน่มั่นคงในสามี พื้นที่ที่มีหญ้าปกคลุม ชื่อว่าเป็นพื้นดินที่มั่นคงอุดมสมบูรณ์” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 33 หน้า 33)

 

14 ต.ค. “ไม่มีผู้นำ บ้านเมืองก็พินาศ มีผู้นำหลายคน บ้านเมืองก็พินาศ มีสตรีเป็นผู้นำ บ้านเมืองก็พินาศ มีเด็กเป็นผู้นำ บ้านเมืองก็พินาศ” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 110 หน้า 110)

 

17 ต.ค. “เป็นคน แต่ไม่มีความรู้ ก็น่าเศร้า เสพเมถุน แต่ไม่มีลูก ก็น่าเศร้า มีประชาชน แต่ไม่มีอาหารจะกิน ก็น่าเศร้า มีราชอาณาจักร แต่ไม่มีผู้ปกครอง ก็น่าเศร้า” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 101 หน้า 101)

 

29 ต.ค. “ระหว่างคนชั่วกับงู งูดีกว่า คนชั่วไม่ดีเลย (เพราะงูย่อมขบกัดเป็นครั้งคราว ส่วนคนชั่วย่อมกัดทุกย่างก้าว)” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 202 หน้า 203)

 

12 พ.ย. “บุตรคนต่ำศักดิ์ก็อาจเป็นอำมาตย์ของพระราชาได้ บุตรคนโง่ก็อาจเป็นบัณฑิตได้ บุตรคนจนก็อาจเป็นเศรษฐีได้ เพราะฉะนั้นจงอย่าดูหมิ่นคน” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 27 หน้า 334)

 

13 พ.ย. “ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูง ก็ใช่ว่าจะมีคุณธรรมสูงเสมอไป เปรียบเหมือนกาที่จับอยู่บนยอดปราสาท จะกลายเป็นครุฑไปไม่ได้” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 31 หน้า 338)

 

20 พ.ย. “นักปราชญ์เมื่อไม่ถูกถามก็เปรียบเหมือนกลอง (ที่ไม่ได้ตี) แต่เมื่อถูกถามก็เปรียบเสมือนฟ้าคำราม ส่วนคนโง่ไม่ว่าจะถูกถามหรือไม่ถูกถาม ก็พูดพล่ามได้ตลอดเวลา” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 51 หน้า 358)

 

7 ธ.ค. “คนชั่วช้า แม้ผู้รู้ทั้งหลายจะพากันสั่งสอนสักเท่าใด ก็ยังคงเป็นคนคดโกงอยู่นั่นเอง เช่นเดียวกับถ่านไฟ ถึงจะขัดสีเท่าไรๆ ก็ยังคงมีสีดำอยู่นั่นเอง (คือจะทำให้ขาวไม่ได้)” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 134 หน้า 441)

 

10 ธ.ค. “ที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่เรียกว่า สภา ผู้ที่ไม่พูดสิ่งที่ชอบธรรม ไม่ใช่สัตบุรุษ ผู้ที่ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว พูดแต่สิ่งที่ชอบธรรมเท่านั้น จึงชื่อว่าสัตบุรุษ” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 58 หน้า 365)

 

26 ธ.ค. “เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก คนมีปัญญาถึงจะมีอำนาจมากประดุจไฟ ก็จำต้องอดกลั้นต่อการขู่ตะคอก แม้ของคนชั้นต่ำ” (ราชนีติ-ธรรมนีติ ข้อ 218 หน้า 525)

 

ตัวอย่างที่ยกมานี้บ่งชี้ให้เห็นว่าปรัชญาของตะวันออกจากพุทธศาสนาและจากหลักการการปกครองเช่นราชนีติและธรรมนีติ ก็ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสังคมและการเมืองการปกครองได้มากพอสมควร และในหลายส่วนคล้ายหรือใกล้เคียงกับปรัชญาตะวันตกและของจีน หนังสือเล่มเล็กๆ นี้ซึ่งชื่อว่า คู่มือชีวิตพิชิตปัญหา เป็นหนังสือที่น่าจะพิมพ์แจกจ่ายให้กับผู้สนใจโดยทั่วไปซึ่งก็ได้ตีพิมพ์มาแล้ว 3 ครั้ง  สำหรับนักเรียนหรือศึกษาถ้านำพกติดตัวไปและหยิบมาอ่านเป็นครั้งคราว ก็น่าจะมีส่วนช่วยประเทืองปัญญาเป็นอย่างดี

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com