<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 2197 คน
 

ธนาธิปไตย/ประชาธิปไตย

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต
ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก
วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ธนาธิปไตย ความหมายตามศัพท์คือ การปกครองที่คนมีเงินเป็นผู้ถือครองอำนาจทางการเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่บุคคลมีอำนาจทางการเมืองจนสามารถใช้อำนาจรัฐในการปกครองบริหารได้นั้น มีพื้นฐานโดยตรงจากทรัพย์ศฤงคาร ตามรากศัพท์ ธนาธิปไตย มาจาก ธน + อธิปไตย

คำว่า ธนาธิปไตย ตรงกับคำภาษาอังกฤษคือ Plutocracy ซึ่งในกรณีของ plutocracy นั้นรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือคำว่า ploutos ซึ่งแปลว่า ทรัพย์ศฤงคาร หมายถึงความร่ำรวย และ kratos หมายถึง การปกครอง เมื่อสองคำรวมกันก็แปลว่าเป็นการปกครองโดยคนมีเงิน มีทรัพย์ศฤงคาร (ploutokratia)

คำว่า ธนาธิปไตย หรือ plutocracy ในกรณีของตะวันตกนั้นมีความหมายสองอย่าง ความหมายแรกก็คือ เป็นการปกครองของกลุ่มคนร่ำรวยซึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในนครรัฐของกรีกโบราณก็มีการปกครองโดยคนร่ำรวยกลุ่มเล็กๆ หรือในกรณีของอิตาลีก็มีสาธารณรัฐเวนิส (Venice) สาธารณรัฐฟลอเรนซ์ (Florence) และสาธารณรัฐเจนัว (Genoa)

ในประเทศอิตาลี ฟีเรนเซ หรือ ฟลอเรนซ์ (Florence) เป็นเมืองหลวงของแคว้นตอสกานาและจังหวัดฟีเรนเซ ระหว่าง ค.ศ.1865 ถึง ค.ศ.1870 ฟีเรนเซก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ฟีเรนเซตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน มีประชากรประมาณ 400,000 คนและอีก 200,000 คนในบริเวณปริมณฑล ฟีเรนเซในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟีเรนเซเป็นเวลานานคือตระกูลเมดิชิ  นอกจากนั้นฟีเรนเซก็ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟีเรนเซเป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ ใจกลางเมืองเก่าของฟีเรนเซได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1982 (พ.ศ. 2525)

ในกรณีของทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกลุ่มการเงินซึ่งเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมและธุรกิจ ที่เรียกว่า กลุ่มไซบัตสึ (Zaibatsu) ซึ่งกลุ่มนี้ได้ถูกสลายหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยนายพลแมคอาร์เธอร์ นั่นคือความหมายที่หนึ่ง

มาในสมัยศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการปกครองแบบประชาธิปไตย กลุ่มบุคคลที่มีที่ดินหมายถึงมีความร่ำรวยมากกว่าคนที่ไม่มีที่ดิน จะมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงมากกว่า หรือแม้ในกรณีเจ้าของโรงงานอาจจะมีเสียง เช่น 2,000 เสียง มากกว่าคนยากจนซึ่งอาจไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลย นอกจากนี้ สิทธิในการลงคะแนนเสียงยังให้กับนิติบุคคลเช่นบริษัท หรือในกรณีสหรัฐอเมริกาก่อน ค.ศ.1945 บุคคลซึ่งเป็นบุคคลล้มละลายไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นี่คือความหมายกว้างๆ

กรณีตัวอย่างของระบบธนาธิปไตยซึ่งมีลักษณะพิเศษก็คือสิทธิในการลงคะแนนเสียงของเมืองลอนดอน (City of London) ซึ่งไม่ได้หมายถึงมหานครลอนดอนในปัจจุบัน แต่หมายถึงในส่วนที่เป็นเมืองโบราณโดยกลายเป็นศูนย์กลางของสถาบันการเงิน ในเขตดังกล่าวนี้มีการเลือกตั้งที่พิเศษ ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นตัวแทนของธุรกิจและองค์กรอื่นๆ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตดังกล่าว และในสมัยโบราณนั้นจำนวนเสียงที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงโดยตัวแทนดังกล่าวนี้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่าสถาบันการเงินและองค์กรอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในที่นี้มีผู้ซึ่งมาทำงานในเวลากลางวันประมาณ 450,000 คน คนจำนวนดังกล่าวนี้คือคนที่มาปรากฏตัวตอนกลางวัน ส่วนประชากรจริงๆ ที่อยู่ประจำมีน้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน เพราะฉะนั้นผู้ซึ่งมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกลายเป็นคนที่อยู่นอกเมือง คนเหล่านี้เป็นพนักงานหรือเจ้าของกิจการสถาบันทางการเงิน จึงมีจำนวนคะแนนเสียงที่ส่งผลต่อการบริหารเขตดังกล่าวซึ่งเป็น City of London มากกว่าคนที่อยู่ประจำ ตัวอย่างดังกล่าวนี้เป็นลักษณะของธนาธิปไตยประเภทหนึ่ง

คำว่า ธนาธิปไตย ยังอาจหมายถึงการที่มีตระกูลไม่กี่ตระกูลแต่เป็นตระกูลที่มีความร่ำรวย เป็นเจ้าของธุรกิจ และอาจจะเกี่ยวดองทางการแต่งงานกับตระกูลที่ครองอำนาจทางการเมืองและการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการทหาร ตระกูลเหล่านี้จะเป็นผู้กำหนดความเป็นไปทางการเมืองการปกครองบริหาร โดยจะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือนอกกฎหมาย รวมตลอดทั้งผ่านกระบวนการเลือกตั้งก็ตามด้วยการคุมพรรคการเมืองซึ่งตนตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธนาธิปไตยมักจะมีลักษณะขององค์ประกอบ 3 ตัวแปรหลัก คือ ทรัพย์ศฤงคาร สถานะทางสังคม และอำนาจ (wealth, status and power) ตัวอย่างของญี่ปุ่นคือกลุ่มการเงินไซบัตสึตามที่ได้กล่าวมาแล้วก็เป็นไปในลักษณะนี้ แต่ที่เห็นชัดกว่านั้นคือสี่ตระกูลหลักที่ครองอำนาจทางการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมในแผ่นดินใหญ่จีนก่อนถูกคอมมิวนิสต์ยึดในปี ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) มีการกล่าวว่าอำนาจการเมืองการปกครองบริหารของจีน รวมทั้งเศรษฐกิจในระดับสูงอยู่ในมือของสี่ตระกูลใหญ่ๆ อันได้แก่ ตระกูลเจียง (Jiang) ตระกูลซ่ง (Song) ตระกูลคุง (Kung) ตระกูลเชน (Chen) โดยทั้งสามตระกูลแรกเกี่ยวดองกันโดยการแต่งงาน ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการกำหนดการเมืองจีนในยุคนั้น และยังมีอำนาจในทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมสูง

ความหมายของคำว่า plutocracy หรือธนาธิปไตย ในการเมืองสมัยใหม่เป็นศัพท์แสงที่มีความหมายในทางลบ โดยความหมายที่ชัดเจนที่สุดก็คือเป็นเรื่องของการประสานอำนาจเงินกับอำนาจทางการเมือง หรือการใช้เงินเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง โดยนัยนี้หมายความว่า คนร่ำรวยสามารถจะติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และทำให้เกิดนโยบายที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อตนได้ ในแง่หนึ่งภายใต้ระบบการปกครองแบบฟาสซิสต์เช่นที่เกิดขึ้นในเยอรมันหรืออิตาลีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง หรือในกรณีของญี่ปุ่นที่กล่าวมาแล้ว บุคคลซึ่งมีความร่ำรวยหรือเรียกว่า plutocrat หรือธนาธิปัตย์ จะมีส่วนผลักดันให้เกิดนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อธุรกิจของตน แต่บางครั้งอาจส่งผลถึงการกำหนดนโยบายต่างประเทศ เช่น นโยบายสงครามเพื่อสามารถจะขายสินค้าของตนได้ เช่น วัตถุเคมี อาวุธ เครื่องบิน เรือรบ ฯลฯ

แม้ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะเป็นประธานาธิบดีนั้นจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ที่สำคัญคือการสนับสนุนจากนักธุรกิจและกลุ่มนโยบายต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มทหาร เพราะเนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ การปฏิบัติการทางทหารเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศ มีการตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจการเมืองของสหรัฐอเมริกาหรือตำแหน่งประธานาธิบดีที่กุมอำนาจรัฐนั้นมีฐานที่มาจากกลุ่มนักธุรกิจและกลุ่มทหาร ซึ่งเกี่ยวโยงกับการขายอาวุธสงครามและยุทธปัจจัยที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บางคนเรียกระบบการปกครองของอเมริกาว่ามีลักษณะเป็น military-industrial complex หรือการประสานระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นตัวอย่างของประธานาธิบดีจอร์จ บุช เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งอำนาจก็มีนโยบายสงครามคือสงครามอิรัก โดยน่าจะมีนักธุรกิจที่เกี่ยวกับน้ำมันและการค้าอาวุธมีส่วนร่วมกับนโยบายต่างประเทศซึ่งต้องมีการเคลื่อนพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร ที่สำคัญที่สุดคือ การหาแหล่งน้ำมัน ส่วนกรณีของบิล คลินตัน ผู้สนับสนุนที่สำคัญคือกลุ่มการเงินในยุคนั้นจึงมีการโจมตีเงินตราต่างประเทศอันเป็นที่ทราบกันอยู่ มองในแง่นี้ ระบบการเมืองของอเมริกาโดยโครงสร้างก็คือประชาธิปไตย แต่มีส่วนประกอบของธนาธิปไตยที่เข้ามาสู่อำนาจรัฐในทางอ้อม

ในกรณีของประเทศไทยนั้น คำว่าธนาธิปไตยเพิ่งปรากฏเด่นชัดขึ้นเมื่อระบบการเมืองเปิดกว้างขึ้นให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีบุคคลซึ่งอาจจะเป็น ส.ส. หรือไม่ใช่ ส.ส. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี บุคคลเหล่านี้จะมีส่วนโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตร ฯลฯ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อกรณีได้พัฒนาไปสู่การที่นักธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยการสนับสนุนพรรคการเมือง และหลังจากนั้นก็ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลโดยการเกาะเกี่ยวอำนาจรัฐและใช้อำนาจดังกล่าวกำหนดนโยบายทางธุรกิจ หรือการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจทั้งในแง่อุตสาหกรรม การสั่งเข้า-ส่งออก ภาษีอากรต่างๆ และที่สำคัญที่สุด เมื่อเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง ทำการเลือกตั้งเป็น ส.ส. และดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเสียเอง จนแยกไม่ออกระหว่างบทบาทการกระทำหน้าที่ทางการเมืองด้วยการใช้อำนาจรัฐกับการบริหารธุรกิจของตน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นทั้งในการเมืองระดับชาติและการเมืองระดับท้องถิ่น

คำถามคือ เมื่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่คู่กับระบบทุนนิยมหรือเศรษฐกิจเสรี จะหลีกเลี่ยงความเป็นประชาธิปไตย+ธนาธิปไตยได้อย่างไร

คำตอบก็คือ สัดส่วนของการผสมผสาน ถ้าส่วนที่เป็นประชาธิปไตยยังมีมากกว่าธนาธิปไตยก็คงต้องถือว่ายังเป็นระบบประชาธิปไตยอยู่ การเพิ่มสัดส่วนของประชาธิปไตยก็คือการยกฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้น และสร้างความตื่นตัวทางการเมืองด้วยการศึกษาและการปฏิรูปสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่านิยมเรื่องความเสมอภาคและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com