<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 815 คน
 

การย่ำเท้าอยู่กับที่ของการเมืองไทย

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2555 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต

ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก

วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

 

กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (winds of change) ได้พัดกระจายไปทั่วแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง และกำลังจะเป็นกระแสลมที่พัดแรงขึ้นตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรีย บาห์เรน และกำลังจะขยายไปในที่อื่นๆ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคดังกล่าว และมีแนวโน้มที่จะกระจายไปในที่อื่นๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลไปถึงจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และที่ปฏิเสธไม่ได้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมียนหม่าร์ เป็นส่วนผลักดันของกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในระดับหนึ่ง

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหมายถึงอะไร สิ่งที่เป็นตัวแปรหลักของการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือ ประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองไม่ยินยอมให้มีการปกครองแบบเดิม โดยผู้ปกครองที่ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ นำประเทศไปสู่ความล้าหลังหรือย่ำอยู่กับที่ ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนได้รับข่าวสารข้อมูลมากยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจากการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีข่าวสาร จนนำไปสู่เครือข่ายปฏิสัมพันธ์ในสังคม (social network) โดยสื่อสารมวลชน (social media) เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้นย่อมนำไปสู่ความคิดใหม่ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แยกแยะประเด็นปัญหาต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีผู้นำทางความคิดที่ชี้แนะชี้แนวให้เห็นถึงปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เท่าเทียมกันในทางสังคม จึงนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การเรียกร้องดังกล่าวนั้นจะสามารถนำไปสู่ความเป็นไปได้ก็แต่โดยการมีระบบการเมืองแบบเปิด คือ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง และการปกครองบริหารนั้นตั้งอยู่บนฐานของหลักนิติธรรม

 

ระบบการเมืองแบบเปิดที่ใกล้เคียงที่สุดกับเงื่อนไขที่กล่าวมาเบื้องต้น คือ ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งมีสองระบบ คือ ระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ หรือระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐอเมริกา แต่จะโดยระบบใดก็ตามสถาบันและโครงสร้างทางการเมืองจะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความชอบธรรม กล่าวคือ ประชาชนเห็นประโยชน์และให้ความสนับสนุน มีการแบ่งแยกอำนาจ ถ่วงดุลอำนาจระหว่างนิติบัญญัติและตุลาการ อันเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานของวิชารัฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และที่สำคัญ ผู้ใช้อำนาจรัฐหรือรัฐบาลจะต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และมีการวางแผนเพื่อการพัฒนาในอนาคต

 

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวมาเบื้องต้นนั้น โครงสร้างและกระบวนการทางการเมืองจะต้องมีการจัดตั้งสถาบัน โดยผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองคือสมาชิกรัฐสภาฝ่ายบริหาร อันได้แก่ รัฐบาลและฝ่ายตุลาการ จะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล สามารถทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้โดยสันติบนพื้นฐานของความเสมอภาค ความยุติธรรม และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ดังนั้น จึงมีการกล่าวว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนนั้นขึ้นอยู่กับสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเจ้าของประเทศ หรืออำนาจอธิปไตยคือประชาชน จะต้องมีความตื่นตัวทางการเมือง มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีระบบความคิดที่มีเหตุมีผล แต่ที่สำคัญพอๆ กับกลุ่มประชาชนหรือในหลายกรณีอาจสำคัญมากกว่าคือกลุ่มผู้นำทางการเมือง อันได้แก่ สมาชิกของสามอำนาจดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในกรณีของประเทศไทยอำนาจตุลาการแตกต่างจากอำนาจตุลาการของประเทศตะวันตก เพราะเป็นองค์กรที่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองจึงเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้ระบบการเมืองแบบเปิดสามารถดำเนินต่อไปได้โดยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

 

ผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองได้แก่ สมาชิกรัฐสภา และผู้ทำหน้าที่บริหารนั้นจะต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย มีจริยธรรม มีค่านิยมและปทัสถาน ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาระบบดังกล่าว กล่าวกันว่า ประชาธิปไตยจะได้ผลนั้นจะต้องอาศัยทั้งประชาชนและฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ดังนั้น ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐจะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ มีหลักการ มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างและกระบวนการของระบบการเมืองการปกครองให้พัฒนาโดยต่อเนื่องและยั่งยืน มีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

 

แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบการเมืองยังเป็นระบบการเมืองแบบน้ำเน่า ใช้วาทกรรมในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ ใช้กลเม็ดเด็ดพรายในการเอาชนะคะคานโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมทางการเมือง มารยาททางการเมือง หรือความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจรัฐ กระทำการอันสะท้อนถึงความไม่เคารพตนเอง ไม่ให้เกียรติประชาชน ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ที่สำคัญ กระทำการอันมีลักษณะเย้ยหยันต่อระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ลุแก่อำนาจ จมปรักอยู่ในตำแหน่งและผลประโยชน์ ใช้เวทีของรัฐสภาและตำแหน่งบริหารสร้างความรุ่งเรืองให้กับตนเอง หาผลประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่มีหิริโอตัปปะ โครงสร้างกระบวนการทางการเมืองของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ เป็นการย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือถอยหลังเข้าคลองเนื่องจากสังคมโลกกำลังเปลี่ยนแปลง แต่โลกทัศน์และวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้ปฏิบัติการทางการเมืองยังจมปรักอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบล้าหลังและน้ำเน่า ที่เรียกว่า gutter politics จนนำไปสู่การพัฒนาวัฒนธรรมการเมืองที่มีลักษณะอนารยะ ขาดความเป็นผู้ดีทางการเมือง มุ่งต่อสู้เอาชัยชนะฝ่ายตรงกันข้ามด้วยเล่ห์เหลี่ยมและวาทกรรม จนทำให้การเมืองกลายเป็นเกมที่มุ่งเน้นแต่อำนาจและผลประโยชน์ โดยไม่มีภาพของการพัฒนาสังคมอยู่ในจินตนาการหรือในวิสัยทัศน์ การย่ำเท้าอยู่กับที่ หรือถอยหลังเข้าคลอง ของการเมืองไทยยากที่จะปฏิเสธ เพราะการอภิปรายในสภาที่เกิดขึ้นในอดีตและเป็นที่เอือมระอาของผู้ฟังก็ยังคงเป็นอยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกันระบบการเมืองทางเลือกที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารโดยคณะบุคคลที่ใช้กองกำลังเข้ายึดอำนาจ และตามมาด้วยรัฐบาลซึ่งมักจะขาดสมรรถนะทางการเมือง ความรู้ความสามารถในทางการเมือง การปกครองบริหาร ไม่มีมากพอที่จะแก้ปัญหาของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกสามปีข้างหน้า รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารจะกลายเป็นสิ่งซึ่งไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ว่าจะมองจากมุมใด

 

ตามที่วินตัน เชอร์ชิล ได้กล่าวไว้ว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่เลวที่สุด แต่ก็เลวน้อยกว่าระบบอื่นที่ได้มีการทดลองมาแล้วเป็นระยะ ความหมายก็คือ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดี แต่เลวน้อยที่สุด ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงมองดูอนาคตการเมืองไทยด้วยความเป็นห่วงและวังเวงใจเป็นอย่างยิ่ง

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com