<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 1067 คน
 

ความขัดแย้งในองค์กรและขบวนการ

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2555 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต

ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก

วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

 

การจัดตั้งและขบวนการในทางการเมือง จะมีตัวแปรต่างๆ ดังต่อไปนี้ ก) อุดมการณ์ ข) การจัดตั้งในลักษณะรูปปิรามิด ค) ผู้นำองค์กร  ง) ทรัพยากร จ) เป้าหมายที่ชัดเจน ฉ) การสนับสนุนจากมวลชน ช) ความสัมพันธ์กับองค์กรอื่นทั้งในและนอกประเทศ

 

องค์กรหรือขบวนการทางการเมืองใดที่ขาดตัวแปรต่างๆ เหล่านี้ย่อมยากที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้องค์กรหรือขบวนการทางการเมืองเกิดปัญหา นั่นคือ ความขัดแย้งภายในซึ่งมีตัวแปรหลายตัวแปร ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือความขัดแย้งในหมู่ผู้นำ ความขัดแย้งในหมู่ผู้นำนั้นจะนำไปสู่การสั่นคลอนขององค์กร เนื่องจากมีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายจนไม่สามารถจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ความขัดแย้งในหมู่ผู้นำเกิดได้จาก 5 สาเหตุ

 

สาเหตุที่หนึ่ง บุคลิกที่มีการกระทบกระทั่งกัน หรือศรศิลป์ไม่กินกัน (personality clash)

สาเหตุที่สอง คือการแย่งชิงอำนาจในการเป็นแกนนำสูงสุด กล่าวคือ การแย่งกันเป็นหัวหน้าขบวนการ

สาเหตุที่สาม เป้าประสงค์ไม่ตรงกันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ หรือการตีความสถานการณ์แตกต่างกัน เนื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่เป้าหมายและวิธีการ

สาเหตุที่สี่ การบ่อนทำลายจากองค์กรคู่ต่อสู้ หรือศัตรูทางการเมือง

สาเหตุที่ห้า ผลประโยชน์ทั้งในแง่ทรัพยากรหรือตำแหน่ง ไม่สามารถแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึงจนเป็นที่พอใจเนื่องจากความจำกัดของทรัพยากร หรือตำแหน่งในองค์กรนั้นๆ

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ความพยายามที่จะรักษาองค์กรให้เป็นปึกแผ่นเหมือนเดิมก็คือ การพยายามทำให้อุดการณ์เข้มข้นขึ้น เรียกร้องให้มีการเสียสละ เพื่อให้ผู้นำก้าวข้ามความต้องการส่วนตัว หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีการปลุกเร้ามวลชน หรือสร้างวิกฤตเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ว่าภารกิจการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด จะได้เกิดการลืมผลประโยชน์ส่วนตัวไว้ชั่วคราว เมื่อเป็นเช่นนี้องค์กรหรือขบวนการดังกล่าวจะต้องสร้างกิจกรรมขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำนองเดียวกับข้อเสนอที่เกี่ยวกับการปฏิวัติถาวร (permanent revolution)  ของทรอตสกี้ ซึ่งผู้นำคอมมิวนิสต์เหมา เจ๋อตุง ได้นำมาดัดแปลงใช้กับขบวนการของตน จนล่าสุดนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม

 

ความขัดแย้งในองค์กรที่รุนแรงมากที่สุดก็คือ การต่อสู้แย่งชิงอำนาจของการเป็นแกนนำ ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นได้ชัดว่าในกรณีของเหมา เจ๋อตุง นั้นมีการแย่งชิงความเป็นผู้นำกับนายหลิว เส้าฉี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีความขัดแย้งกับนายพลเผิง เต๋อหวาย  วีรบุรุษสงครามเกาหลี และในระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมก็เกิดความขัดแย้งกับนายพลหลินเปียว ที่สำคัญที่สุดคือ ความขัดแย้งกับเติ้ง เสี่ยวผิง ขบวนการรณรงค์ทางการเมืองที่อ้างว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นจนต้องมีการปฏิวัติวัฒนธรรม ย่อมหนีไม่พ้นที่มีการเกี่ยวพันกับการแย่งชิงการเป็นแกนนำ หรือความขัดแย้งในทางอำนาจของสมาชิกสำคัญในองค์กร ความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์หรือเป้าหมายอาจจะมีอยู่จริง แต่อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสร้างความได้เปรียบและสร้างความชอบธรรมกับการขจัดศัตรูทางการเมือง

ตัวแปรที่นำไปสู่ความขัดแย้งอีกตัวหนึ่งคือ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปอาจจะมีการปรับเปลี่ยนท่าทีและนโยบาย โดยอาจจะมีการออมชอมกับฝ่ายตรงกันข้ามเพราะถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเป็นวิธีการที่เล็งผลปฏิบัติ ไม่ดันทุรัง ในกรณีของนางอองซาน ซูจี ก็มีลักษณะเช่นนี้ หรือกรณีขบวนการทางการเมืองในสังคมไทยก็เริ่มมีการสงสัยและมีการกล่าวหาถึงการออมชอมระหว่างสองฝ่ายที่เคยเข่นเขี้ยวกันมา โดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการออมชอมดังกล่าวนั้นอาจจะมองว่าเป็นการละทิ้งอุดมการณ์ หรือเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยมองข้ามเป้าหมายและอุดมการณ์ดั้งเดิม รวมตลอดทั้งการละทิ้งชะตากรรมของผู้ร่วมขบวนการที่กำลังประสบปัญหาในด้านต่างๆ

 

การออมชอมระหว่างกลุ่มที่เคยขัดแย้งกันนั้นอาจจะเกิดจากความจำเป็น เนื่องจากโอกาสของความสำเร็จอาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยนด้วยราคาแพง และเนื่องจากความต้องการให้เกิดความยุติของความขัดแย้ง ก็อาจมีการตัดสินใจเลือกนโยบายที่มีการออมชอมกัน และในขบวนการเกือบทุกขบวนการมักจะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการออมชอมเสมอ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็อาจจะแยกตัวออกไปจากขบวนการดังกล่าว หรือมิฉะนั้นพยายามล้มการออมชอม หรือล้มการดำรงฐานะผู้นำของกลุ่มที่เสนอการออมชอมนั้นในขบวนการการเมือง

 

ความขัดแย้งในขบวนการจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะผลสุดท้ายแล้วการจะคาดหวังให้มีการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานจนมองไม่เห็นแสงสว่างของปลายทางอุโมงค์ ย่อมจะกินทั้งแรงกาย แรงใจและทรัพยากร และบางครั้งฝ่ายตรงกันข้ามก็มีความฉลาดพอที่จะใช้นโยบายออมชอมสร้างความแตกแยกในองค์กร ยกเว้นแต่การออมชอมนั้นผลประโยชน์ลงตัวทุกฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก และนี่เป็นเหตุผลที่ขบวนการทางการเมืองต่างๆ แตกแยกเป็นกลุ่ม เป็นฝักเป็นฝ่าย ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ ในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็มีการแบ่งเป็นสายจีนซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสายเวียดนามและลาว โดยในเมืองจีนเองนั้นก็มีสายของเหมา เจ๋อตุง นางเจียงชิง หรือแก๊งค์ทั้งสี่ กับสายของเติ้ง เสี่ยวผิง และผู้ที่เคยสนับสนุนนายหลิว เส้าฉี ความขัดแย้งแตกแยกในเมืองจีนนั้นยังส่งผลถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย

 

กรณีของหู เย่าบัง และจ้าว จื่อหยาง ก็เป็นกรณีที่มีความขัดแย้งกับเติ้ง เสี่ยวผิง ในเรื่องเป้าหมายและวิธีการของการต่อสู้ เพื่อนำประเทศจีนไปสู่การพัฒนา ผลที่ตามมาก็คือ ฝ่ายของหู เย่าบัง (ซึ่งเสียชีวิตก่อนคนอื่น) และจ้าว จื่อหยาง เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ และถ้ามองในภาพรวม ฝ่ายของเติ้ง เสี่ยวผิง คือฝ่ายที่ได้ชัยชนะในที่สุด และทั้งหลายที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นการต่อสู้ของแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ที่ร่วมรบต่อสู้กับญี่ปุ่นและก๊กมินตั๋งมาแล้วทั้งสิ้น ในกรณีของประเทศไทยนั้น ผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 ก็เกิดความแตกแยกในทางความคิดและการแย่งชิงอำนาจไม่แตกต่างไปจากขบวนการอื่นๆ 

 

โดยสรุปก็คือ องค์กรจัดตั้งขนาดใหญ่ที่ต่อสู้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง นำโดยอุดมการณ์และการจัดตั้ง และแกนนำนั้น ยากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทั้งในส่วนที่เป็นความขัดแย้งในตัวบุคคล การแย่งชิงอำนาจในองค์กร การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ การบ่อนทำลายทั้งเจตนาหรือไม่เจตนาโดยฝ่ายตรงกันข้าม และนี่คือสภาวะการณ์ที่เป็นความอนิจจังแห่งองค์กรและขบวนการทางการเมือง ซึ่งไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องและถาวรตลอดไป ความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและถาวรจึงเป็นดัชนีชี้ของการพัฒนาองค์กรทางการเมือง หรือขบวนการทางการเมือง หรือที่เรียกว่า การจัดตั้งสถาบัน (institutionalization) อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ติดยึดอยู่กับลาภยศและสรรเสริญ เป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งในองค์กรหรือขบวนการทางการเมืองได้ แม้จะมีการร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อนก็ตาม

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com