<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 934 คน
 

ความถูกต้องตามกฎหมาย ความชอบธรรมทางการเมือง และธรรมแห่งอำนาจ กับหลักธรรมาภิบาล

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2555 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต
ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก
วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

 

            การใช้อำนาจรัฐ ประกอบด้วยหลักใหญ่ 3 หลัก คือ 1) จะต้องถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีการตรากฎหมายตามหลักนิติธรรม กล่าวคือ โดยรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2) ความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งหมายถึงประชาชนยอมรับ การบังคับใช้กฎหมายมีความยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ มีความพอดี 3) ธรรมแห่งอำนาจ การใช้อำนาจรัฐย่อมสามารถให้คุณให้โทษได้กับสมาชิกในสังคม แต่ถ้าการใช้อำนาจรัฐนั้นถูกต้องตามกฎหมาย มีความชอบธรรมทางการเมือง ก็จะนำไปสู่ธรรมแห่งอำนาจ

            นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ผู้ใช้อำนาจรัฐยังต้องมีผลงานที่เป็นรูปธรรม สามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ในสังคม และสามารถจะบริหารโดยการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาในภายภาคหน้าได้ เพื่อนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน มีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หลักการสำคัญของการใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายการเมืองคือรัฐบาล และฝ่ายผู้บริหารที่เป็นเจ้าพนักงานประจำตามกระทรวง ทบวง กรม ก็คือ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดไว้โดยธนาคารโลก ขณะนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ในขณะเดียวกันในกรณีสังคมไทยนั้นก็ได้ยอมรับหลักการดังกล่าว จนมีการประกาศเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ดังที่จะกล่าวต่อไป

            หลักการธรรมาภิบาลมีหลักใหญ่ๆ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

            1. ความชอบธรรม (legitimacy) และหลักนิติธรรม (the rule of law)

2. ความโปร่งใส (transparency)

3. ความรับผิดชอบแจกแจงไล่เบี้ยได้ (accountability)

4. การมีส่วนร่วมของประชาชน (participation)

5. ประสิทธิภาพ (efficiency) และประสิทธิผล (effectiveness)

จากหลักการ 5 ประการดังกล่าวเบื้องต้น คือความพยายามของธนาคารโลกและนักวิชาการในการบริหารรัฐกิจและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย วางหลักเกณฑ์การบริหารบ้านเมืองที่ดี จะเห็นได้ว่า ความชอบธรรมทางการเมืองและหลักนิติธรรมเกี่ยวพันโดยตรงกับหลักการความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง ในส่วนของการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นก็เป็นส่วนสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ในกรณีของความโปร่งใส ความรับผิดชอบแจกแจงไล่เบี้ยได้ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ใช้อำนาจรัฐ เพราะถ้าขาดความโปร่งใสและไม่สามารถตอบคำถามของประชาชนในการบริหารบ้านเมืองได้ ก็จะเสียความชอบธรรมทางการเมือง (legitimacy) แม้จะไม่ผิดกฎหมาย (legality) ก็ตาม แต่ที่สำคัญคือ จะสูญเสียธรรมแห่งอำนาจ (moral authority)

ในส่วนของประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งได้แก่ ผลได้ (output) และผลลัพธ์ (outcome) ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับความชอบธรรมทางการเมืองของผู้บริหารบ้านเมืองอันได้แก่ผู้ใช้อำนาจรัฐ ถ้าขาดประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ขาดความชอบธรรมในส่วนที่เรียกว่าผลงาน (performance) ดังนั้น ธรรมาภิบาลทั้ง 5 ประการมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับความถูกต้องตามกฎหมาย ความชอบธรรมทางการเมือง และธรรมแห่งอำนาจ

การตระหนักถึงความสำคัญของธรรมาภิบาล เห็นได้ชัดจากการที่มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย (1) เมื่อปี พ.ศ.2542 ที่เรียกว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542 โดยในข้อ 4.2 ได้กล่าวถึงหลักการธรรมาภิบาลใกล้เคียงกับที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้นคือ

 

4.2 ในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีควรจัดหรือส่งเสริมให้สังคมไทยอยู่บนพื้นฐานของหลักสำคัญอย่างน้อย 6 ประการ ดังนี้

(1) หลักนิติธรรม  ได้แก่  การตรากฎหมาย  กฎ  ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม  เป็นที่ยอมรับของสังคม  และสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย  กฎ  ข้อบังคับเหล่านั้น โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจหรืออำนาจของบุคคล

(2) หลักคุณธรรม  ได้แก่  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  โดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคม  และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ

(3) หลักความโปร่งใส  ได้แก่  การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ  โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส  มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย  ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก    และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้

(4) หลักความมีส่วนร่วม  ได้แก่  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม รับรู้  และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ  ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็นการไต่สวนสาธารณะ การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติ หรืออื่น ๆ

(5) หลักความรับผิดชอบ  ได้แก่  การตระหนักในสิทธิหน้าที่  ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา  ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง  และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน

(6) หลักความคุ้มค่า  ได้แก่  การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม  โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด  ใช้ของอย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก  และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน

 

นอกเหนือจากนั้นในปี พ.ศ.2546 ในยุคสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 โดยในมาตรา 6 มีเนื้อความว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้

 

มาตรา ๖ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้แก่การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้

(1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

(5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์

(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

(7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

 

            จะเห็นได้ว่า หลักธรรมาภิบาลเป็นหลักการปกครองบริหารที่มีการกล่าวถึงในที่ประชุมสัมมนาระหว่างประเทศและภายในประเทศ ในหน่วยงานราชการเองก็มีการพูดถึงหลัก
ธรรมาภิบาล ที่สำคัญก็คือ มีการออกกฎระเบียบหรือกฤษฎีกาโดยรัฐบาลชวน หลีกภัย และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร บนฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองนั้นมีความชอบธรรม สอดคล้องกับหลักนิติธรรม มีประสิทธิภาพประสิทธิผล คุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในแง่การแสดงความคิดเห็น ประชาพิจารณ์ หรือแม้แต่ในการลงประชามติ หลักธรรมาภิบาลที่กล่าวมาแล้วนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความถูกต้องตามกฎหมายหรือหลักนิติธรรม ความชอบธรรมทางการเมืองในแง่ความสัมฤทธิ์ผลของการใช้ทรัพยากร และที่สำคัญ เมื่อมีการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลทั้งในหลักการใหญ่ๆ และในรายละเอียดดังที่กล่าวมาแล้ว ก็จะนำไปสู่ธรรมแห่งอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐอย่างสมบูรณ์

 

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com