<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l จำนวนคนอ่าน 656 คน
 

พี่มาก-นางนาคพระโขนง: นัยทางค่านิยมทางสังคมยุคใหม่

หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ( วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2556 )
 

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต

ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก

วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

 

นิยายเรื่องนางนาคพระโขนง ถือเป็นนิยายคลาสสิคที่พูดถึงความน่ากลัวของผีที่ตายท้องกลมว่ามีความเฮี้ยนและจะปรากฏตัวจนชาวบ้านเกรงกลัวเนื่องจากการหลอกหลอนของนางนาค และที่สำคัญ ความรักที่มีต่อสามีคืออ้ายมาก (คำว่าอ้ายหมายถึงพี่เป็นภาษาเดิม) อยู่กินกับสามีโดยสามีไม่รู้ระแคะระคาย แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่ทำให้สงสัยเป็นครั้งคราวคือการยื่นมือไปหยิบลูกมะนาว แต่ก็ยังอยู่กินกับภรรยาของตนแม้จะมีเรื่องผิดสังเกตอยู่บ้าง ส่วนนางนาคซึ่งเป็นผีก็อยู่กับสามีทั้งๆ ที่เป็นผีที่พยายามอยู่กับคนเนื่องจากความรักและความผูกพันที่มีต่อกัน อันสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของมนุษย์ในเรื่องความรัก หลังจากได้หลอกหลอนชาวบ้านและพระจนตกใจแตกกะเจิงเนื่องจากเข้ามาเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตกับอ้ายมาก ก็มีการถูกตรึงด้วยเวทมนต์โดยมีการสั่งสอนทางกระแสจิตถึงธรรมะทางพุทธศาสนา และก็นำศพไปฝังตามประเพณีเพื่อจะได้ผุดได้เกิดต่อไป ในขณะที่อ้ายมากก็ยังมีความทุกข์ระทมอาลัยเมียอยู่

 

นางนาคพระโขนงกลายเป็นตำนานเรื่องเล่าที่มีมายาวนาน และยังมีตำนานเล่าต่อไปว่า มีการเจาะหน้าผากของแม่นาคเพื่อเอาชิ้นกระดูกดังกล่าวมาสลักเป็นยันต์ เพื่อถือเป็นเครื่องลางของขลังสำคัญเพราะมีความเฮี้ยน และมีข่าวลือว่าตกอยู่ในมือของคนหลายทอดจนกระทั่งถึงเชื้อพระวงศ์ที่สำคัญที่เก่งกาจในทางเวทย์มนต์คาถา

 

แต่เรื่องที่เล่าทั้งหมดก็เป็นเพียงตำนานและมีการนำมาแสดงเป็นละครแบบละครร้องในสมัยโบราณ และผู้เขียนได้ดูละครดังกล่าวตั้งแต่ยังเป็นเรียนประถม ต่อมาก็ยังเห็นเป็นละครทีวีและภาพยนตร์หลายเวอร์ชั่น โดยมีผู้ทำเป็นภาพยนตร์หลายบริษัทแตกต่างกัน แต่เนื้อหาใหญ่ๆ ยังคงเดิม กรณีเรื่องผีอยู่กับคนเนื่องจากความรักนั้นไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องดังกล่าวในหลายประเทศ ในกรณีของประเทศจีนนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเทียบเคียงกันได้คือเรื่อง “นางพญางูขาว” “นางพญางูขาวเป็นปีศาจงูที่บำเพ็ญพรตและบำเพ็ญตบะร่วมกับงูอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นลูกน้องคืองูเขียว จนตบะแข็งแกร่งสามารถแปลงตนเป็นมนุษย์และลงมายังโลกมนุษย์ และได้หลงรักชายผู้หนึ่งจึงได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ชายผู้นี้เป็นคนเปิดร้านขายยา แต่เนื่องจากกิจการไม่ดีนางพญางูขาวก็เอายาไปโรยในแม่น้ำลำคลองจนผู้คนเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก จึงมาซื้อยาจากร้านของสามีซึ่งนางพญางูขาวเป็นคนจัดสูตรยาให้ ทำให้ฐานะของสามีดีขึ้น แต่มีปรากฏการณ์ที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นต้องตกใจคือ ในพิธีไหว้เจ้าถ้ามีการดื่มเหล้าที่ไหว้เจ้าซึ่งชายหนุ่มก็บังคับให้ภรรยาของตนดื่มเหล้าที่ผ่านการไหว้เจ้าจนนางกลายเป็นงูขาวอีกครั้งหนึ่งชั่วคราว รวมทั้งลูกน้องก็กลายเป็นงูเขียวชั่วคราว แต่ก็กลับมาเป็นมนุษย์ใหม่ แต่ผลสุดท้ายก็มีพระเข้ามารู้เรื่องเนื่องจากเห็นผู้ชายที่เป็นสามีมีอาการถูกครอบโดยปีศาจ จึงทำการต่อสู้จนจับนางพญางูขาวใส่หม้อเพื่อนำไปกักขังไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านอีกต่อไป” เรื่องนางพญางูขาวได้แสดงเป็นละครในญี่ปุ่น รวมทั้งเป็นภาพยนตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงการต่อสู้ไปตามกาลสมัยเพื่อให้เกิดความตื่นเต้น ผู้เขียนเคยได้พูดคุยกับเพื่อนซึ่งจบนิติศาสตร์ด้วยกัน และเพื่อนผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เป็นความไม่ยุติธรรมเพราะคนและงูมีความรักกัน ไม่ใช่กงการของพระสงฆ์ที่เข้ามาเป็นมารผจญหรือก้างขวางคอ ซึ่งก็เป็นมุมมองมุมหนึ่งที่ต้องพิจารณา แต่ทำนองเดียวกับนางนาคพระโขนง นางพญางูขาวเป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงอานุภาพของความรักที่ปีศาจและคนมาอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยา ในขณะที่นางนาคพระโขนงเป็นความรักระหว่างผีกับคน

ในกรณีความรักซึ่งมีอุปสรรคนั้นก็ได้เขียนออกมาเป็นนิยายจีนอีกเรื่องหนึ่ง คือ เหลียน ซัน ป๋อ จู้ อิง ไถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประเพณีคลุมถุงชนของจีนโบราณ โดยฝ่ายหญิงที่มาจากตระกูลร่ำรวยอายุ 16 ปี อยากเรียนหนังสือ แต่ตามลัทธิขงจื้อผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เรียนหนังสือ หรือไม่ส่งเสริมการเรียนหนังสือ ทางพ่อแม่ก็ยอมตามใจให้แต่งตัวเป็นผู้ชายเพื่อสมัครเรียนหนังสือในสำนักที่สอนหนังสือ ได้พำนักห้องเดียวกับชายหนุ่มอายุ 17 ปี จนเรียนจบด้วยกัน ระหว่างที่พักอยู่ก็มีการตั้งกฎเกณฑ์เช่น ห้ามแตะตัว ต้องมีน้ำใส่ถ้วยวางไว้ตรงกลาง เป็นต้น ทางฝ่ายชายก็ไม่สงสัยแต่ภรรยาของครูรู้ตั้งแต่ต้นซึ่งครูก็น่าจะรู้ด้วย เมื่อจบการศึกษาต่างคนต่างกลับบ้าน ชายหนุ่มแวะเข้าไปเยี่ยมเพื่อนหนุ่มในบ้านกลับมองหาไม่เจอ แต่กลับเจอหญิงสาวที่มีความสวยงามเข้ามาต้อนรับ เมื่อรู้เช่นนั้นความผูกพันที่มีต่อเพื่อนชายด้วยกันก็เปลี่ยนเป็นเพื่อนหญิงทันทีจึงขอแต่งงานด้วย แต่ฝ่ายชายถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้อื่นด้วยการคลุมถุงชน ชายหนุ่มผู้นั้นก็เป็นไข้ใจจนเสียชีวิต ฝ่ายหญิงก็ต้องแต่งงานกับผู้อื่น ขณะที่นั่งเกี้ยวเดินทางในฐานะเจ้าสาวเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงานนั้น ผ่านหลุมฝังศพของอดีตเพื่อนชายซึ่งเป็นคนรักกัน เข้าไปแสดงความโศกเศร้าหน้าหลุมฝังศพ ทันใดนั้นหลุมฝังศพซึ่งทำด้วยปูนก็แตกออกเป็นช่องว่าง ผู้หญิงซึ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวก็กระโดดเข้าไปในหลุมฝังศพ หลุมนั้นก็ปิดประตูเหมือนเดิม ทางฝ่ายบุพการีไม่พอใจจึงให้ขุดหลุมฝังศพแต่กลับพบเป็นก้อนหินสองก้อนกลมๆ ด้วยความแค้นจึงนำก้อนหินสองก้อนขว้างข้ามคลองให้อยู่คนละฟาก กลับกลายเป็นต้นหลิวสองต้นขึ้นมาโอบกันกลางคลอง และเมื่อต้นหลิวถูกตัดก็กลายเป็นผีเสื้อหนึ่งคู่โบยบินไปหาความสุขในฐานะผีเสื้อคู่ผัวตัวเมียกัน เรื่องที่กล่าวมานี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูชาความรักและเสรีภาพในการเลือกที่จะแต่งงานระหว่างชายหญิง ในแง่หนึ่งเป็นการต่อต้านหรือประท้วงประเพณีที่ไม่ให้เสรีภาพในการเลือกคู่ สิ่งที่น่ายกย่องก็คือ เมื่อประธานเหมา เจ๋อตุง ยึดแผ่นดินใหญ่และสถาปนาประเทศคอมมิวนิสต์ขึ้นได้กระทำสองสิ่งแรกคือ 1) เรื่องเศรษฐกิจ ให้มีการกำจัดนายทุนเจ้าของที่ดิน หรือ Land Lord ด้วยการเป็นนารวม และ 2) ให้มีความเสมอภาคระหว่างชายหญิง และมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกคู่แต่งงาน

 

ในกรณีเรื่องพี่มาก-นางนาคพระโขนง ผู้อ่านจะเห็นว่าการดำเนินเรื่องเปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือ แทนที่นางนาคจะถูกจับใส่หม้อ กลับจบลงด้วยการอยู่ร่วมกับพี่มากในฐานะผีอยู่กับคน โดยมีเพื่อนๆ ของมากอีกสี่คนมาเป็นพันธมิตร รวมหัวกันต่อสู้กับชาวบ้านที่พยายามจะขับไล่ ที่สำคัญที่สุด เนื้อเรื่องเต็มไปด้วยความตลกในมุขต่างๆ ในเมื่อหลังจากดูหนังแล้วเมื่อใดที่คิดถึงมุขที่จำได้จะหัวเราะด้วยความขับขัน ที่สำคัญที่สุดคือ มีการพูดถึงการใส่ร้ายนางนาค ความไม่ยุติธรรมของคนที่ปฏิบัติต่อผีโดยมีอคติ บทตลกที่โดนใจผู้ชม เนื้อเรื่องที่จบลงอย่างมีความสุขที่เรียกว่า Happy Ending ที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับหนังเรื่องนี้คือ การชี้ให้เห็นถึงความไม่น่ากลัวของผี โดยเมื่อดูหนังเรื่องนี้ความกลัวเรื่องผีตายท้องกลมจะหมดไป รวมทั้งอาจจะเลิกกลัวผีเสียด้วยซ้ำ การกลัวผีของคนไทยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเกิดจากการใช้ผีเพื่อขู่ไม่ให้เด็กซุกซน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จนคนจำนวนมากกลายเป็นคนที่กลัวผี

 

เมื่อผู้เขียนไปเยี่ยมเยียนประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ มัคคุเทศก์กล่าวว่าคนเวียดนามบางครั้งถึงกับเอาญาติมาฝังไว้ข้างๆ บ้าน เพราะถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ให้ความคุ้มครองกับลูกหลาน กลายเป็นความสัมพันธ์ที่สนิททั้งระหว่างมีชีวิตอยู่และตายแล้ว ไม่มีการกลัวผีไม่เหมือนคนไทย ในกรณีของไทยและของจีนแม้กระทั่งญาติผู้ใหญ่ บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ก็ยังกลัวว่าจะถูกหลอกโดยปู่ย่าตายาย หรือบิดามารดา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่เรื่องนางนาคพระโขนงที่ทำให้คนอยู่กับผีในลักษณะอยู่กันโดยแม้มีความแตกต่างกัน (symbiotic relationship) ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมสังคม อย่างน้อยที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยผู้สร้างภาพยนตร์มีความชาญฉลาดที่ใช้มุขต่างๆ อย่างถูกต้องสอดคล้องกับกาลสมัย และได้ตัวผู้แสดงซึ่งเป็นขวัญใจวัยรุ่น มองในแง่หนึ่งทำให้ผู้ดูอาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่า ระหว่างผีกับคนใครกันแน่ที่น่ากลัว ในบางครั้งคนด้วยกันก็ยังหลอกคนด้วยกัน และหลอกอย่างดุเดือดและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าผี ซึ่งไม่มีอำนาจที่จะทำร้ายคนหรือหักหลังคน เป็นไปได้หรือไม่ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการต่อต้านค่านิยมแบบเดิม และมโนทัศน์แบบเดิมของคนสมัยใหม่ จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ทำรายได้สูงสุดโดยมากกว่าสองเท่าของภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่เคยฉายมาแล้ว

 

ข้อคิดสำหรับหนังเรื่องนี้คือ คนและผี ใครกันแน่ที่มีความน่ากลัวกว่า

 
   
<< กลับไปดูหัวข้อทั้งหมด l เลื่อนขึ้น
Dr. L. Dhiravegin's profile l Articles l Contact Dr. Likhit
© 2005 Prof.Dr. Likhit Dhiravegin. All rights reserved.
WebHosting by www.Joinhost.com